media

What media i can trust ?

posted on 27 Jan 2010 01:57 by nora in General

ช่วงนี้มีข่าวจากสื่อต่าง ๆ มากมายครับที่เกี่ยวกับเรื่องหลอกลวง เปิดโปง หรือแฉเรื่องที่อวดอ้างสรรพคุณ ตั้งแต่เรื่อง จอห์นนี่ เดปป์ตาย น้ำมหาบำบัดของป้าเช็ง มหกรรมนิยายรองเท้าแดงของนาธาน โอร์มาน เครื่องตรวจระเบิดลวงโลก หรือเบอร์สีแดงมรณะ!!! ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่ทำให้เราต้องกลับมาตั้งคำถามครับว่า ทุกวันนี้สื่อมากมายหลายขนานที่เราเสพ ๆ กันไปมีความน่าเชื่อถือมากเพียงใด

ตอนสมัยประถม มีบทเรียนในชั้นเรียนหนึ่งเคยสอนครับว่า ข่าวโทรทัศน์นั้นเป็นสื่อที่น่าเชื่อถือมากที่สุด เหตุเพราะว่ามีทั้งภาพและเสียง ผ่านไปร่วม ๆ 20 ปี ผมว่าถ้ายังมีการสอนเรื่องของสื่อให้เด็กประถมอีก เราก็น่าจะมารื้อระบบการสอนการรับรู้ข่าวสารกันอีกรอบแล้วล่ะครับ

ลองหลับตาไล่ช่องทางที่เราจะรับข่าวสารสักอย่างได้จากใครสักคนกันดูนะครับ ขอแยกหมวดเป็นการสื่อสารทางเดียว (คนเดียวพูดถึงผู้รับ) และสองทาง (โต้ตอบได้) แล้วกัน

ทางเดียว : ฟรีทีวี / ทีวีดาวเทียม / เว็บไซต์ / โปสเตอร์ บิลบอร์ด ป้ายโฆษณา / ประกาศติดบนกระดาน / หนังสือพิมพ์ / นิตยสาร / บล๊อก / การรับบริการ SMS & MMS / สื่อท้องถิ่น / สื่อภายในองค์กร / สื่อกระจายเสียงสาธารณะ / วิทยุ

สองทาง : คุยกันปากต่อปาก (รวมการโทรศัพท์ E-mail Instant Messenging SMS และ MMS) / จดหมาย / Social Network / ระบบกระดานข่าว / Chatroom

จากการจำแนกหมวดข้างบน เราพอจะเห็นแล้วนะครับว่าช่องทางนั้นมีมากมายเหลือเกินที่ใครสักคนจะสื่อข่าวให้ใครสักคน จริงอยู่ที่ว่าหากเราเชื่อในความเสรีและทำหน้าที่ของสื่ออย่างตรงไปตรงมา การที่มีสื่อหลากหลาย และการที่กำแพงของการสื่อสารนั้นต่ำลงเรื่อย ๆ จะช่วยให้เกิดการคาน และตรวจสอบความถูกต้องของเรื่องที่เกิดขึ้นในแต่ละสื่อเอง

แต่ถ้าเกิดใครสักคนเลือกที่จะเชื่อสิ่งที่อยากเชื่อแบบตะพึดตะพือช่องทางเดียวล่ะ........

ปรากฏการณ์เบอร์มรณะเป็นกรณีศึกษาที่ดีอย่างยิ่งสำหรับปัญหาการบริโภคข่าวสารสำหรับผู้คนครับ จากต้นเรื่องยายรับข่าวร้ายจากคนที่โทรเข้าโทรศัพท์มือถือว่าลูกตาย แล้วช๊อกตาย ลือกันปากต่อปากและเพี้ยนไปว่าเบอร์เหล่านี้เป็นเบอร์มรณะ ด้วยความหวังดีแต่ขาดการไตร่ตรองจึงเริ่มกระจายต่อญาติพี่น้อง และเริ่มไปสู่ชุมชน เริ่มไปสู่ห้องเรียน ครูบอกนักเรียน ร้านค้าเริ่มติดประกาศในร้านเพื่อเตือนผู้คนในชุมชน

จากความที่พื้นฐานสังคมเราเชื่อและหวาดกลัวในอำนาจเร้นลับ จากคนต่อคน ครอบครัวต่อครอบครัว หมู่้บ้านต่อหมู่บ้าน เขตต่อเขต จังหวัดต่อจังหวัด และสุดท้ายก็ลามไปทั้งประเทศ ........

ถามว่าเราจะเชื่ออะไรกันดีล่ะ เราต้องปิดหูระหว่างเดินไปมา ฉีกตำราทุกเล่ม ขยำหนังสือพิมพ์ไปเช็ดกระจก หรือทุบทีวีทิ้งเลยหรือเปล่า คำตอบก็ไม่ใช่ล่ะครับ เพราะถึงยุคสมัยเปลี่ยนไป และมีช่องทางที่เราจะคุยกันได้เพิ่มมากขนาดไหน เราก็ยังนำหลักกาลามสูตรมาใช้งานได้อย่างสม่ำเสมอได้อยู่ดี ดังนี้

  1. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามกันมา (มา อนุสฺสเวน)
  2. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสีบๆกันมา (มา ปรมฺปราย)
  3. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ (มา อิติกิราย)
  4. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำรา หรือคัมภีร์ (มา ปิฏกสมฺปทาเนน)
  5. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะตรรก (มา ตกฺกเหตุ)
  6. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะอนุมาน (มา นยเหตุ)
  7. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล (มา อาการปริวิตกฺเกน)
  8. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้าได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว (มา ทิฏฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา)
  9. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้ (มา ภพฺพรูปตาย)
  10. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา (มา สมโณ โน ครูติ)

ทิ้งท้ายด้วยการบอกว่า entry นี้ยังไม่พูดถึงการสมคบคิดทางการสื่อสารทุกวิถีทาง (Conspiracy Theory) เพื่อให้คนรับสารเชื่ออีกนะครับ.........

ปล. ถ้ามีคำเตือนทุกครั้งก่อนการรับสารใด ๆ ก็ตาม ผมคงอยากคาดแบบคำเตือนโฆษณาเหล้า หรือเครื่องดื่มชูกำลังเอาไว้ว่า "โปรดใช้ปัญญากำกับทุกครั้งระหว่างการรับสาร" ครับ

วันนี้ขอหยิบ lecture จาก Robert Peston บรรณาธิการข่าวธุรกิจของ BBC ที่บรรยายเกี่ยวกับเรื่องอนาคตของสื่อและสื่อสารมวลชนในงาน Edinburgh International Television Festival  ที่พึ่งบรรยายสด ๆ ร้อน ๆ ตอนวันเสาร์ที่ผ่านมา เวลา 19.30 น. ตามเวลาประเทศไทยมาจับสรุปพร้อมทั้งสอดแทรกความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ ครับ

ในการบรรยายครั้งนี้ Peston ได้เล่าถึงประเด็นของการเสื่อมถอยของสื่อดั้งเดิม เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ซึ่งเป็นการสื่อสารทางเดียวไว้ 4 ประเด็นคือ

1. รูปแบบของการหารายได้ในสื่อแบบดั้งเดิมนั้นกำลังเสื่อมถอย ล้าสมัยและจำเป็นต้องปรับปรุงอย่างยิ่ง

2. องค์กรข่าวต่าง ๆ มีอิทธิพลต่อผู้คนน้อยลง แต่ขณะเดียวกันนักข่าวที่ "ถือข่าว" และมีเรื่องราวน่าสนใจพร้อมนำเสนอให้กับสาธารณชนนั้นกลับมีอิทธิพลมากขึ้น

3. เส้นแบ่งระหว่างนักข่าวโทรทัศน์ นักข่าววิทยุ และนักข่าวประเภทสิ่งพิมพ์นั้นกำลังสูญสลายลงไป ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ผลิตสื่อในทุกบริษัท ซึ่งรวมถึงกฏเกณฑ์ในอุตสาหกรรมสื่อสารมวลชนด้วย

4. ผู้คนต้องการองค์กรข่าวที่มีคุณภาพสูงที่มีคุณสมบัติในการเรียบเรียงเรื่องราวที่ยากและซับซ้อนให้เข้าใจได้ง่าย มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งแน่นอนว่าจะมีผลกระทบต่อรูปแบบการขายข่าวโดยการสมัครสมาชิกหรือจ่ายเงินเพื่อซื้อเนื้อหา เนื่องจากการเฟื่องฟูของการรายงานข่าวจากบุคคลทั่วไป

เมื่อสหรัฐฯ ประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ หลายบริษัทเลือกที่จะลดหนี้ตามแบบฉบับบริษัทญี่ปุ่น คือการตัดค่าใช้จ่ายและงบการลงทุนออกไปเป็นลำดับแรก แน่นอนว่าองค์กรธุรกิจสื่อซึ่งมีรายได้จากโฆษณาต่าง ๆ นั้นย่อมได้รับผลกระทบตามมาด้วย ซึ่งรายได้สื่อโฆษณาทางโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ระดับชาติ หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ป้ายโฆษณาและการลงประกาศต่าง ๆ นั้นมีจำนวนลดลงตั้งแต่ 15% - 50% ในแต่ละสื่อ มิหนำซ้ำผู้บริหารในองค์กรสื่อต่าง ๆ ยังไม่คาดหวังว่าจะภาวะการฟื้นตัวจะกลับมาได้ง่าย ๆ เพราะการประเมินรายได้ที่แยกส่วนระหว่างภาวะทางเศรษฐกิจและรายรับจากการโฆษณานั้นสวนทางกัน

[สำหรับรายได้จากการโฆษณาผ่านสื่อของประเทศไทยก็ลดลงไม่แพ้กันครับ ภาพรวมทั้งอุตสาหกรรมนั้น ครึ่งปีแรกของปี พ.ศ. 2552 ลดลงร้อยละ 5 โดยมีมูลค่า 41,936 ล้านบาท โดยสื่อดั้งเดิมนั้นลดลงทั้งหมด สื่อโทรทัศน์ลดลง 1.61% มูลค่า 24,885 ล้านบาท วิทยุลดลง 13.47% มูลค่า 2,838 ล้านบาท หนังสือพิมพ์ ลดลง 14.62% ลดลง 6,388 ล้านบาท นิตยสาร  ลดลง 14.81% มูลค่า 2,416 ล้านบาท ป้ายโฆษณา ลดลง 7.53% มูลค่า 1,990 ล้านบาท

ส่วนสื่อที่ยังมีอัตราการเติบโต คือ สื่อโฆษณานอกบ้าน ในกลุ่มโรงภาพยนตร์ เติบโต 3.26% มูลค่า 2,029 ล้านบาท สื่อเคลื่อนที่ เติบโต 29.65% มูลค่า 892 ล้านบาท สื่อ ณ จุดขาย หรือ อินสโตร์ เติบโต 0.25% มูลค่า 403 ล้านบาท และสื่ออินเทอร์เน็ต เติบโต 9.09% มูลค่า 96 ล้านบาท ข้อมูลทั้งหมดจาก AC Nielsen ครับ]

เมื่อเปรียบเทียบกับรายได้ที่ขึ้นเอา ๆ ของกูเกิ้ลแล้ว รายได้ในวงการโทรทัศน์และวิทยุนั้นกลับเพิ่มขึ้นน้อยกว่าปรกติในช่วงภาวะเศรษฐกิจขาขึ้น และลงมากกว่าปกติในช่วงภาวะเศรษฐกิจขาลง มีการประเมินว่าอีก 5 ปีถัดจากนี้ (ค.ศ. 2013) รายได้ในวงการหนังสือพิมพ์ของอังกฤษจะร่วงลงมาถึง 48% หรือคิดเป็นเงินที่หายไป 3.5 พันล้านปอนด์เลยทีเดียว และแม้ว่าผลกระทบในวงการโทรทัศน์จะน้อยกว่าหนังสือพิมพ์ แต่ก็จะลดลงมาถึง 700 ล้านปอนด์

ในแง่ของสื่อมวลชน มีการสำรวจจาก BBC ว่าประชาชน 63% คิดว่าการนำเสนอข่าวทางด้านเศรษฐกิจของนักสื่อสารมวลชนนั้นดูรุนแรงและหดหู่จนเกินเหตุการณ์ไป ตัวอย่างคือ ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารนั้นเดินทางไปทั่วโลกเพียงแค่กระพริบตา ข่าวธนาคาร Nothern Rock ที่ต้องฟื้นฟูกิจการเมื่อปี ค.ศ. 2007 นั้นก็ทำให้ทั้งโลกตั้งแต่นิวยอร์คจนถึงโตเกียวต้องตั้งคำถามกันจ้าละหวั่นกับความปลอดภัยของธนาคารสัญชาติอังกฤษรายอื่น ๆ ที่ตั้งอยู่ในประเทศนั้น

จากจุดนี้เป็นประเด็นของนักข่าวที่เห็นได้ชัดในปัจจุบันครับว่าเมื่อข่าวสารไปไวขึ้น สื่อที่ไำด้เปรียบในความไวทางการสื่อสารอย่างเช่นบล๊อกหรือทวิตเตอร์นั้น ก็จะสามารถรายงานข่าวได้ไวขึ้น ง่ายขึ้น และจำนวนนักข่าวก็เพิ่มขึ้นมาก อย่างเช่นกรณีที่ website TMZ รายงานข่าวการเสียชีวิตของไมเคิล แจ๊กสัน หลังจากนั้นไม่กี่นาทีข่าวก็ถูกเผยแพร่ในทุกสื่อของทั่วโลกโดยอ้างอิงจาก website ตรงกันข้ามกับสำนักข่าวต่าง ๆ ที่ต้องเจอคู่แข่งขันเหล่านี้และทำให้เหนื่อยมากขึน รวมถึงเมื่อพวกเขาต้องเผชิญปัญหาสถานะทางการเงินอีก ก็ทำให้ภายในองค์กรสื่อมีความอ่อนแอลง

Pston เปรียบเทียบนักข่าวสมัยนี้เหมือนกับนักฟุตบอลทีมชาติเนเธอร์แลนด์ในยุค 70 นั่นก็คือ total football ที่แต่ละคนสามารถทำหน้าที่ทุกอย่างตั้งแต่กองหน้ายันกองหลังได้ นักข่าวก็เช่นเดียวกันครับ ต้องทำหน้าที่ทุกอย่างในทุกสื่อได้ Peston เล่าว่าเมื่อเขาเริ่มเข้าทำงานใหม่ ๆ เขาต้องเขียนเรื่องราว 1 - 2 เรื่องบนเครื่องพิมพ์ดีดในแต่ละสัปดาห์ แต่ตอนนี้เขาต้องเขียนเรื่องบนบล๊อกถึง 5-6 เรื่องต่อวัน และอัดรายการโทรทัศน์ต่าง ๆ รวม 20 รายการต่อวัน

ด้วยเหตุนี้เขาจึงแนะนำนักข่าวรุ่นใหม่ว่าไม่ต้องกั้นเส้นแบ่งกันตั้งแต่เริ่มต้นแล้วว่า ฉันจะเป็นนักข่าวโทรทัศน์ นักข่าวหนังสือพิมพ์ หรือสื่อใด เพราะจุดสำคัญอยู่ที่ทุกคนจะต้องทำหน้าที่ของนักข่าวที่ต้องรายงานข่าวสารที่คนทั้งโลกยังไม่เคยรู้มาก่อนให้ชัดเจน ถูกต้องแม่นยำ และน่าติดตามด้วยถ้าเป็นไปได้

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับนักข่าวปัจจุบัน Peston ได้ยกตัวอย่างเกี่ยวกับข้อจำกัดทางด้านเวลาสำหรับรายการโทรทัศน์ในสมัยก่อน ข่าวบนโทรทัศน์ที่มีเวลาออกอากาศแค่ 3 นาทีต่อครั้งทำให้ไม่สามารถอธิบายประเด็นได้ครบ แต่ปัจจุบันบล๊อกเป็นส่วนหนึ่งที่ตอบสนองความต้องการในการเล่าประเด็นเพิ่มเติมที่ไม่มีเวลามากพอที่จะเล่าบนโทรทัศน์ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่สำคัญหรือเรื่องเล็กน้อยที่อยากจะพูด ซึ่งก็จะมีกลุ่มคนที่ติดตามข่าวสารต่าง ๆ ขึ้นมาไม่มากก็น้อย นอกจากนั้นยังสามารถตรวจสอบดูได้ว่าสิ่งใดที่ผู้คนทั่วไปนั้นสนใจจริง ๆ (ผ่านจำนวนผู้เข้าชมและแสดงความคิดเห็น)

และเมื่อโลกของการสื่อสารเปิดกว้างขึ้น เขาในฐานะของ BBC นั้นบอกว่า ปัจจุบันเขาไม่ได้แข่งกับสำนักข่าวในอังกฤษทั้งวิทยุ หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์เท่านั้น แต่ว่ายังแข่งจากสื่อที่ใช้ภาษาอังกฤษในการรายงานจากทั่วโลก โดยผ่านสื่อกลางในระบบดิจิตอล และยังได้ความคิดเห็นจากผู้ชม ผู้อ่านทั่วโลกอีกด้วย จากผลการสำรวจที่อังกฤษ ผู้รับข่าวเศรษฐกิจจะติดตามจากโทรทัศน์เป็นอันดับแรกจำนวน 84% ถัดมาเป็นอินเตอร์เนตที่ 53% หนังสือพิมพ์ที่ 52% และวิทยุที่ 37%

ส่วนตัวเลขจากรายการสำหรับกลุ่มวัยรุ่นนั้น อันดับแรกก็ยังคงเป็นโทรทัศน์ที่ 74% แต่ถัดมาก็เป็นอินเตอร์เนตที่ 61% ซึ่งตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ให้เห็นถึงการรายงานที่ข้ามสายสื่อผ่านไปมาระหว่าง เสียง ภาพ และข้อความต่าง ๆ ซึ่งสื่อกลางหลักที่สำคัญในยุคปัจจุบันก็คือระบบดิจิตอลที่ทำให้ระนาบของการส่งข้อมูลข่าวสารเหลือเพียงแค่เส้นบาง ๆ เท่านั้น ในวันเดียวกันที่ BBC เสนอข่าว เราก็อาจจะต้องแข่งขันด้านความน่าสนใจกับข่าวที่เกิดขึ้นที่สเปนตอนใต้ก็ได้

ประเด็นสุดท้ายนั้นเกี่ยวกับเรื่องของการจ่ายเงินเพื่อซื้อข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาทางการเงินของเหล่าบริษัทสื่อครับ BBC เองก็โดนบริษัทสื่อเอกชนโวยวายเรื่องเงินอุดหนุนที่เข้ามาจากภาษีโทรทัศน์ทุกปี ทำให้ดูเหมือนว่าเกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม เรื่องนี้เป็นประเด็น 2 ด้าน ด้านหนึ่งคือความอยู่รอดขององค์กรสื่อในการที่จะหารายได้รูปแบบใหม่ ๆ ให้เข้ามาเลี้ยงองค์กรสื่อได้ (เช่นการเสนอเนื้อหาที่ลึกขึ้นผ่านระบบออนไลน์ แต่ต้องจ่ายเงินก่อนเพื่อที่จะดูได้) รวมถึงมีนัยยะของความเชื่อถือจากแหล่งข้อมูลข่าวสารที่ต้องจ่าย

แต่อีกด้านหนึ่ง เราจะยอมรับและทำใจกับกติกาใหม่ของสังคมที่บริษัทสื่อเหล่านี้พยายามตั้งหรือเปล่าว่า "ถ้าไม่จ่ายเงิน ก็ไม่มีสิทธิรู้ข้อมูลข่าวสารและความรู้" เหมือนกับในแวดวงการศึกษา ถ้าไม่จ่ายเงินให้กับหน่วยงานทางการศึกษา (สถาบัน โรงเรียน มหาวิทยาลัย ฯลฯ) เราก็ไม่ได้รับการเรียนรู้เพิ่มเติม การรักษาพยาบาลต่าง ๆ ที่ถ้าเราไม่มีเงิน ก็ไม่มีทางซื้อยาดี ๆ หรือการรักษาพยาบาลที่ทันสมัยได้ ซึ่งเป็นประเด็นทางจริยธรรมที่ควรชั่งใจครัีบ

----------------------------------------------------------------------

ต้องยมรับครับว่าเราอยู่ในโลกที่คุ้นเคยมานานกับการรับข่าวสารฟรีจากการเปิดฟรีทีวีหรือคลื่นวิทยุ โดยมีบริษัทโฆษณาคอยหนุนหลังเรื่องงบประมาณอยู่ครับ สื่อประเภทอื่น ๆ ก็อาจจะมีแหล่งรายได้เสริมที่แตกต่างกัน อย่างเช่นหนังสือพิมพ์ที่มีรายได้จากการขายหนังสือพิมพ์ ซึ่งเป็นรายได้รอง ถ้าเทียบกับงบโฆษณาใดโฆษณาหนึ่ง ซึ่งรูปแบบนี้รวมถึงนิตยสารที่เป็นเหมือนกันทั่วโลกด้วยนะครับ

อย่าง BBC ก็มีการเก็บภาษีเครื่องรับโทรทัศน์เพื่อให้องค์กรมีรายได้เข้ามาผลิตเนื้อหา และขายเนื้อหาเพื่อสร้างผลกำไรอีกทอดหนึ่ง ซึ่งคล้าย ๆ กับช่องทีวีไทยของบ้านเราที่ได้รับเงินจาก sin tax เช่นเหล้า บุหรี่จำนวนปีละ 2,000 ล้านบาท เป็นต้น

ภาพการขอยื่นล้มละลายของ Reader's Digest หรือการเรียกเก็บค่าใช้ข้อความสื่อของ AP ที่คิดกันเป็นรายข้อความจนมีคนบ่นกันทั้งโลก หรือแม้แต่ถ้าหยิบหนังสือพิมพ์หมายเลข 1 ของไทยอย่างไทยรัฐทุกวันนี้ดูจะเห็นโฆษณาโครงการของตัวเ้องเยอะขึ้นเรื่อย ๆ จนคิดน่ากลัวว่าต่อไปจะเป็นอย่างไร

อีกภาพหนึ่งที่ยังไม่ชัดเจนสำหรับบ้านเราคือนักข่าวพลเมือง (Citizen Journalism) ที่ยังไม่มีบทบาทสำคัญต่อข่าวระดับชาติหรือนานาชาติเท่าใดนัก แต่เรามักจะเห็นได้จากข่าวแนวบันเทิงมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นนักสืบพันทิปในกรณีนาธาน โอร์มาน หรือภาพแนวปาปารัสซี่ที่หนังสือพิมพ์บันเทิงบางค่ายติดราคาภาพล่าค่าหัวอย่างโจ่งแจ้งเสียด้วยซ้ำ

สิ่งที่เห็นภาพชัดที่สุดของอนาคตของสื่อและสื่อสารมวลชนในความคิดของผมก็ คือ การที่เราต่างคนต่างพูด ต่างคนต่างเล่าเรื่องกันไป จนกระทั่งเราต้องการความน่าเชื่อถือของใคร หรืออะไรสักอย่างที่จะเล่าเรื่องให้ตรงกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นมากที่สุด แม้จะต้องยอมรับนะครับว่าแค่เราพูดกันเอง สารที่สื่อออกมามันก็ไม่เต็ม 100% ซะแล้ว ความหมายเพื้ยนไปก็เยอะ ความเข้าใจผิดก็มีมากขึ้น

องค์กรสื่อขนาดใหญ่จะยังคงอยู่ครับ แต่ก็ต้องปรับตัวไปตามทิศทางและแนวโน้มที่จะทำงานข้ามสื่อกันตลอดเวลา ซึ่งเราสามารถเห็นได้ในหลาย ๆ ที่ เช่นเครือเนชั่น บางกอกโพสต์ หรือช่อง 3 ที่มีสื่อมากกว่า 1 ชนิดอยู่ในมือ และบุคลากรก็ทำงานข้ามไปมาเช่นกัน รวมถึงทิศทางของการหารายได้ แม้ว่าบ้านเราจะยังไม่เข้าสู่สังคมยุคบริโภคข่าวสารจากอินเตอร์เนตเต็มตัว แต่นับจากนี้ไม่เกิน 5 ปี ผมคิดว่า trend จะเปลียนไปอย่างแน่นอนครับ

สุดท้ายแล้วก็เป็นหน้าที่ของคนทำสื่อล่ะครับที่จะปรับตัวและตอบสนองอย่างไรกับความต้องการอันหลากหลายของผู้บริโภคสื่อ เพราะนอกจากองค์กรสื่อใหญ่ที่ต้องแข่งขันกันเองแล้ว ยังมีองค์กรสื่อเล็ก ๆ รวมถึงบล๊อกเกอร์อีกมากที่สามารถสร้างความน่าเ้ชื่อถือได้ในระดับเดียวกัน เมื่อมีทรัพยากรเหมือนกัน พื้นที่เหมือนกัน บางครั้งอาจจะมีอิทธิพลต่อบุคคลมากกว่าสื่อใหญ่ ๆ ซะอีก อย่างน้อยก็ในกลุ่มคนหรือกลุ่มชุมชนที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน อย่างเช่นกลุ่มที่ชอบรถยนต์ยี่ห้อเดียวกัน กลุ่มที่ชอบมือถือยี่ห้อเดียวกัน เป็นต้น

ต้องดูกันต่อไปครับว่าการสื่อสารในอนาคตต่อไปจะเป็นอย่างไร ผมมักจะพูดบ่อย ๆ ครับว่ามีหลายสิ่งที่เรามักจะคาดไม่ถึงในอนาคต รูปแบบทางการสื่อสารก็เช่นเดียวกันครับ แค่ตอนนี้หลาย ๆ คนก็ twit พูดถึงกันรายนาทีแล้ว

ป.ล. จากการ edit ครั้งที่ 2 ขอตั้งข้อสังเกตถึงสิทธิในการพูด ตามต้นฉบับที่ใช้คำว่า democracy บ่อยมากครับ ประเด็นสำคัญของข้อสุดท้าย Peston กังวลว่าการพยายามสร้าง model ใหม่ของสื่อจะร้ายแรงพอ ๆ กับการที่คนจนโดนปิดกั้นสิทธิและโอกาสที่พึงจะได้รับในฐานะเพื่อนมนุษย์ ซึ่งในที่นี้คือข้อมูลและความรู้เพื่อการดำรงชีวิตหรือเปล่า

ตั้งแต่เมื่อเช้าจนถึงกลางคืน ผมได้รับข่าวอย่างนึงที่น่าสนใจเกี่ยวกับแวดวงสื่อข้ามมาจากสหรัฐอเมริกา วนมาประเทศไทยเลยทีเดียวครับ นั่นคือการตกงานของบรรดานักข่าวทั้งไทยและเทศ อันเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา และผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคสื่อต่างๆ

ด้านหนึ่งที่สหรัฐอเมริกา ข่าวจาก CNN รายงานเรื่องบรรดานักหนังสือพิมพ์ทั้งหลาย ทั้งหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในรัฐและหนังสือพิมพ์ระดับชาติก็ตกงานเป็นทิวแถว เพราะเนื่องจากคนหันมาอ่านข่าว ดูข่าวผ่านช่องทางอื่นๆ มากขึ้น โดยเฉพาะอินเตอร์เนต แถมภาวะเศรษฐกิจก็ทำให้โดนตัดงบโฆษณาไปเยอะ ๆ ซึ่งเป็นสาเหตุเดียวกับไทยสำหรับสำนักข่าว Post GG News ซึ่งเป็นสำนักข่าวทางวิทยุที่ต้องปลดนักข่าวออก 30 กว่าคน ทำให้เหลือคนแค่ 20 กว่าคนในบริษัทเพื่อเอาไว้จัดรายการทางวิทยุเท่านั้น

ได้ฟังการสัมภาษณ์จากนักข่าวที่ตกงานในช่วงข่าว 3 มิติ ได้พูดถึงเอาไว้ครับว่าจากที่ตัวเองต้องทำข่าวเรื่องของคนตกงานตามบริษัทต่าง ๆ หรือว่าการปิดโรงงาน ก็รู้ถึงผลกระทบอยู่บ้าง แต่พอมาโดนกับตัวเองโดยไม่ทันตั้งตัวตั้งแต่เมื่อวานตอน 18.00 น. เลยทำให้รู้สึกว่าปัญหามันใกล้ตัวเอามาก ๆ พอ ๆ กับนักจัดรายการวิทยุอีกคนหนึ่งที่อยู่กับสำนักข่าวแห่งนี้มาตั้งแต่เริ่มทำงานในสายอาชีพนี้นับ 10 ปี แต่ต้องตกงานไปในขณะที่เธอกำลังตั้งครรภ์อยู่ แม้จะรับทราบข่าวว่าใกล้จะต้องตกงานแล้ว แต่ว่าก็ยังต้องทำเสียงสดใส สดชื่นในขณะจัดรายการในคลื่น FM 98.0 อยู่ดี

ในฐานะที่เป็นสื่ออยู่ในปัจจุบันก็มองเห็นปัญหาครับว่าเป็นยังไงบ้าง ก็ต้องยอมรับตรงนี้ว่ามันมีความยากลำบากเกิดขึ้นจริงๆ ในสภาวะที่บริษัทแต่ละแห่งก็ต้องรัดเข็มขัดสุดๆ และงบที่โดนตัดแรก ๆ มักจะเป็นงบโฆษณาประชาสัมพันธ์ ซึ่งผลกระทบก็เริ่มปรากฏชัดให้เห็นจากสื่อใหญ่ ๆ แล้วล่ะครับ และเชื่อว่าคนทำข่าวอีกหลาย ๆ ที่ก็คงจะโดน early retire หรือให้ออกกันเป็นทิวแถวเหมือนตอนปี 2540 เพื่อประคองไม่ให้หนังสือหรือสื่อของตัวเองนั้นต้องปิดตัวลงไป

ส่วนทางนี้ก็ต้องคอยประคองเรือลำจิ๋วเข้าไว้เหมือนกันล่ะครับ