japan

ช่วงนี้อาการทางร่างกายก็เริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ ค่อย ๆ ฟื้นฟูจนใกล้จะเป็นปรกติแล้วล่ะครับ เหลือแค่เสมหะค้างในลำคอนิดหน่อย อีก 2-3 วันน่าจะเข้าที่ตามปกติแล้วล่ะครับ และช่วงที่วุ่น ๆ ป่วย ๆ อยู่ก็พาลนึกถึงเรื่องที่อยากเขียนลงบล๊อกขึ้นมาถึง 4 เีรื่อง แต่วันนี้ขอเขียนในเรื่องที่ค้างมานานก่อนแล้วกันครับ

 


 

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวหนึ่งที่ฮือฮาในวงของผู้ที่รักในอนิเมชั่นมากก็คือการแสดงสดของฮัทสึเนะ มิขุ ตัวละครตังนึงใน series ของ vocaloid ที่เปิดแสดงให้คนที่ชอบนับพันได้ดูการแสดงสดผ่านระบบโฮโลแกรมมากกว่า 30 เพลงเหมือนคอนเสิร์ตที่มีนักแสดงที่เป็นมนุษย์ขึ้นแสดง ทำให้ส่วนตัวเองนึกถึงเรื่องที่เคยวิเคราะห์เอาไว้กับการเทียบเคียงระบบอุตสาหกรรมเพลงโลกครับ

อย่างที่ทราบกันดีครับว่าทุกวันนี้นักร้อง ศิลปินวงต่าง ๆ นั้นจะพึ่งยอดขายของแผ่นซีดี หรือสิ่งอื่นใดที่มีลักษณะ hard copy ไม่ได้แบบแต่ก่อนแล้ว อันเนื่องมาจากปัญหาการละเมิดลิขสิืทธิ์ รวมถึงไฟล์เพลงที่หาโหลดง่ายซะยิ่งกว่าง่าย ทางออกทางหนึ่งก็คือการขายไฟล์เพลงในรูปแบบดิจิตอลหรือการดาวน์โหลดริงโทน โดยแบ่งค่าตอบแทนกับผู้ให้บริการเครือข่ายเป็นเปอร์เซนต์ และจะแบ่งกับตัวนักร้องและศิลปินตามสัดส่วนอีกครั้งหนึ่ง

อีกทางออกหนึ่งที่ไม่สามารถทำซ้ำได้ก็คือการโชว์ตัวจริง ๆ ในงานต่าง ๆ ตั้งแต่คอนเสิร์ตใหญ่ คอนเสิร์ตย่อย การโชว์ตัว พบปะสังสรรค์ในรูปแบบต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิด human touch หรือการสร้างประสบการณ์สัมผัสกับตัวตนจริง ๆ ของศิลปินเหล่านั้น อย่างน้อยที่สุด ถ้าได้คุยผ่าน social network ต่าง ๆ อย่างคุยกับบร๊ะเจ้าโจ๊ก โซคูลที่ปลิ้ม ก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นล่ะน่า

แล้วถ้าหันหลังมามองวงการการ์ตูนและอนิเมชั่นล่ะ.....

จริงอยู่ครับที่การ์ตูนมีข้อได้เปรียบเหนือกว่าคนจริงๆ ตรงที่ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ไม่งอแง ไม่ตื่นสาย ไม่วีนกอง ไม่ซึน  ไม่ไล่เตะฝ่ายคอสตูม ฯลฯ (ถ้าไม่ได้สร้างคาแรกเตอร์ให้มีอุปนิสัยแบบนั้นนะ ^ ^") แต่ทว่าสิ่งที่ยังเทียบกับคนจริง ๆ ไม่ได้คือเรื่อง human touch ที่เรายังไม่สามารถสัมผัสหรือพูดคุยกันได้อย่างสมบูรณ์แบบในระดับเจอหน้าทักทายกันได้

ที่ผ่านมาทางเลี่ยงในการสัมผัสคาแรกเตอร์การ์ตูนที่เราชื่นชอบทางอ้อมก็คือการพบปะนักพากย์ หรือนักร้องที่ให้เสียงในเรื่องนั้น ๆ เพื่อให้รู้สึกว่าอินกับคนที่เราปลึ้ม แต่ถ้าความปลึ้มมันไม่พอ อยากเจอตัวจริง ๆ ไปเลย สัมผัสกันไปเลยล่ะ

ตัวอย่างของมิขุก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจในการริเริ่มที่จะสัมผัสแบบตัวจริง ๆ ล่ะครับ แต่ตอนนี้ก็ยังเป็นการโปรแกรมเหมือนอัดรายการโทรทัศน์แล้วมาเปิดเล่นกัน เลยขอคิดต่อครับว่าต่อไปคาร์แรกเตอร์การ์ตูนแต่ละตัวจะสามารถพัฒนาในเชิงพาณิชย์แบบสัมผัสตัวตนได้อย่างไร

เอาง่าย ๆ ครับว่า สมมุติถ้าคอนเสิร์ตมิขุสามารถทักทายกับแฟน ๆ แบบสด ๆ มีการตอบสนองหรือมีลูกเล่นกับคนบางคน อย่างเช่นมีคนแซวมา มิขุตอบกลับได้ จะเป็นยังไงบ้าง คิดไปไกลกว่านั้น ถ้าระบบ Virtual Reality (VR) สมบูรณ์แบบ เราอาจจะขาย ID ที่จำกัดปริมาณผู้คนเพื่อเข้าไปดูคอนเสิร์ตผ่านระบบ มีการเริ่มเวลาแสดงที่ชัดเจน ขายโฆษณาหรือตบแต่งสภาพภูมิทัศน์แวดล้อมตามที่ผู้จัดต้องการและคนจ่ายเงินเรียบร้อยก็ดื่มด่ำความสนุกผ่านที่บ้าน

ต่ออีกนิดหนึ่ง สมมุติว่าสาวเจ้าคนนึงมีตัวละครหนุ่มที่แอบปลึ้ม อยากจะออกเดทหรือคุยกับคาร์แรกเตอร์นั้นจะทำยังไงล่ะ ก็อาจจะมีระบบประมูลเพื่อการขายสิทธิแบบ exclusive เพื่อให้คนเพียงคนเดียวได้สิทธิในการ meet & greet นั่งเจอกัน คุยกัน ทานข้าว เดินช๊อปปิ้งในโลกเสมือนต่าง ๆ เป็นเวลา 6 ชั่วโมง ถ้าระบบสมบูรณ์จริง ๆ ก็เชื่อว่ามีคนอยากลองไปประมูลสู้กับเค้าบ้าง

สุดท้ายแล้วก็เชื่อครับว่าในวงการการ์ตูนก็คงจะหยุดนิ่งไม่ได้เหมือนกัน แต่ละบริษัทก็จะต้องพยายามสรรหาลูกเล่นใหม่ ๆ เพื่อให้การ์ตูนของตัวเองนั้นขายได้ ในยุคที่ DVD ยอดขายถอยเอา ๆ คน bit anime ที่ตัวเองชื่นชอบกระจุยกระจาย ค่ายฝรั่งพยายามเล่นกับ HD 3 มิติ ค่ายญี่ปุ่นไม่รู้จะเล่นกับเค้ายังไงบ้าง

ก็น่าสนใจดีครับว่าอีกไม่เกิน 10 ปี โลกของการแสวงหาความบันเทิงสำหรับผู้คน โดยเฉพาะวัยรุ่นจะเป็นอย่างไรบ้าง ^ ^ ลองนึกเล่น ๆ แล้วเล่าสู่กันฟัง หรือแยกไปเขียนบล๊อกต่างหากก็ได้ครับ เดี๋ยวตามไปอ่านด้วย

ป.ล. ห้อยกระปุกแนบท้าย เผื่อใครสนใจรอหยอดกระปุกเตรียม bid ตั้งแต่วันนี้ > //// <

เก็บตกเรื่องนึงจากการทำเรื่อง Packaging ครับ ก่อนอื่นขอแปะรูป eyeshadow แบบปรกติ เผื่อหนุ่ม ๆ ที่มาอ่านเรื่องนี้แล้วจะนึกไม่ออกว่าหน้าตาเป็นยังไงก่อนแล้วกัน ^ ^

โดยปรกติแล้ว eyeshadow ที่ขายกันก็จะหน้าตาประมาณนี้ล่ะครับ เหมือนจานสีให้ไปเลือกผสมเพื่อสร้างความสวยงามและเพิ่มสีสันบนดวงตากันเอง บางเจ้าก็อาจขายแยกเป็นสีเดี่ยวหรือมากันเป็นสีคู่ 4 สี หรือจานมหึมาแบบ 88 สี 108 สี หรือวางรูปทรงที่แตกต่างกันไป

แต่ทั้งนี้มีปัญหาที่น่าจะเหมือนกันสำหรับชีวิตประจำวันของสาว ๆ มือใหม่หัดแต่งหน้า มีเวลาอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งน้อย หรือรีบ ๆ ก่อนออกจากบ้านก็คือ ไม่รู้ว่าจะผสมสีไหนกับสีไหนให้ออกมาพอดี ให้ตาสวย ๆ บ้าง แม้บางเจ้าจะติดคู่มือเป็นสติกเกอร์เล็ก ๆ เพื่อแนะนำมาให้บนฝาว่าควรทายังไง แต่ปัญหาก็ยังเกิดในเรื่องความพอดีของการทาสีสันที่บางทีหนักไปหรือเบาไปอยู่ดี

และแล้วเมื่อช่วงสิ้นปี 2008 เครื่องสำอางค์ Aube ในเครือ Kao ของญี่ปุ่นเลยออกแบบ Sofina Aube Couture Designing eyes ให้ใช้งาน Eyeshadow ได้ง่าย ๆ ซะเลย โดยออกแบบพื้นที่บนผลิตภัณฑ์ให้ใส่สีสันตามรูปแบบแนะนำที่ควรจะทาลงบนเปลือกตาเนี่ยล่ะครับ สีไหนใช้เยอะก็ใส่มากหน่อย วิธีใช้ก็อย่างที่เห็นด้านล่างเลยครับ เท่านี้ก็จะสวยได้แบบง่าย ๆ ไม่ต้องคิดมากแล้ว

ในแง่ของยอดขายที่ญี่ปุ่นก็ใช่เล่นนะครับ หลังจากมีการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ขึ้นมา ปรากฏว่ายอดขายของ eyeshadow นั้นเพิ่มขึ้นมาถึง 1.6 เท่าเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้วเลยทีเดียว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ที่ออกมาสามารถตอบโจทย์ความต้องการของเหล่าสาว ๆ ได้มากเพียงใด !

เรื่องของ eyeshadow นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการพลิกมุมการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อการใช้สอยเพียงนิดเดียว แต่มีผลทั้งความใช้งานง่ายและการตอบสนองความต้องการของตลาดจริง ๆ ครับ

จากสองตอนที่แล้ว ผมได้พูดถึงปัญหาและแนวทางการแก้ไขของการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ซึ่งตอนสุดท้ายจะพูดถึงผลิตภัณฑ์ตัวอย่างที่แก้ไขปัญหาเรื่องเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จาก Packaging ให้มากที่สุดครับ

มาที่หน่วยงานแรกคือ Japan Packaging Institue หรือสถาบันการออกแบบบรรจุภัณฑ์แห่งประเทศญี่ปุ่นนั่นเองครับ ความเอาจริงเอาจังในเรื่องบรรจุภัณฑ์ของญี่ปุ่นก็ส่งผลให้เราเห็นการออกแบบที่แปลกใหม่ตามมาด้วย มาดูกันเลยครับว่าบรรจุภัณฑ์ที่รักษ์โลกจากทางฝั่งญี่ปุ่นเค้ามีอะไรกันบ้าง จริง ๆ ก็มีตัวอย่างที่ได้รางวัลที่น่าสนใจมากมายนะครับ อย่างเช่นกล่องเยื่อกระดาษใช้ใส่หมากฝรั่งของลอตเต้ หรือว่าถ้วยซุปสาหร่ายที่วัสดุทำมาจากแป้ง แต่เจ้ากล่องนี่น่าสนใจกว่าครับ


กล่องเขียว ๆ ข้างบนนี้ได้รับรางวัล Japan Star จาก Japan Packaging Design Awards 2008 มาครับ มันมีชื่อว่า "Danpost" เป็นกล่องลูกฟูกที่มีถ่านหินเลนจากสาหร่ายทะเลกับถ่านที่ทำมาจากแกลบบรรจุอยู่เพื่อให้เราเอาขยะสดที่มีอยู่ในบ้านไปทำเป็นปุ๋ยหมักครับ

ประโยชน์ของกระดาษลูกฟูกที่มาใช้ทำกล่องจะทำให้รักษาความชุ่มชื่้นของดินได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีความแข็งแรงในตัวด้วย นอกจากจะใช้ปลูกพืช ไม้ดอก ไม้ประดับแล้ว ประโยชน์อีกทางหนึ่งคือการลดขยะเน่าเสียภายในครัวเรือน โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่อะไรมากมายด้วยครับ

ถัดมาก็เป็นน้ำดำค่ายยักษ์อย่าง Coca Cola ที่พึ่งประกาศเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า ต่อไปขวดพลาสติกที่ใช้ในการผลิตเครื่องดึ่มต่าง ๆ นั้นจะใช้ Plantbottle ในการบรรจุโคล่าครับ ซึ่งเป็นพลาสติกที่ผสมกับวัสดุธรรมชาติคือน้ำตาลและกากอ้อยถึง 30% โดยบริษัทอ้างว่าจะลดการปลอดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามธรรมชาติได้ถึง 25% ทีเดียวครับ

นอกจากนั้นแล้วบริษัทยังได้มีความพยายามที่จะผสมวัตถุดิบต่าง ๆ ลงไปเพิ่มเติม อย่างเช่น ไม้สับ, ซังข้าวโพดและต้นข้าวสาลีด้วยครับ ซึ่ง Plantbottle สามารถนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลตามโรงงานได้อย่างสมบูรณ์โดยไม่ต้องแยกกับพลาสติกโดยทั่วไปอีกด้วยครับ ตามแผนของโครงการนั้นจะใช้ Plantbottle ในทุกผลิตภัณฑ์ทั้งน้ำดื่ม น้ำอัดลม และเครื่องดื่มเกลือแร่ภายในปี 2010 ด้วย

อีกตัวอย่างหนึ่งที่เห็นว่าน่าสนใจคือเรื่องของกล่องพิซซ่าครับ หลาย ๆ คนที่สั่งพิซซ่ามาคงจะประสบปัญหาตั้งแต่กินแล้วไม่รู้จะไปหาจานที่ไหน สั่งมากินที่โรงเรียน มหาวิทยาลัยก็ต้องหาจานมาอีก แล้วจะแบ่งกันยังไงดีล่ะ พอเอาไปทิ้งก็จะต้องเจอปัญหาพับเก็บลงถังขยะให้วุ่นวาย แถมเปลืองที่ถังขยะซะอีก นักออกแบบจากนิวยอร์กในชื่อกลุ่ม environmentally conscious organization, inc. เลยตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยการออกแบบขึ้นมาใหม่ครับ กดดูวิดีโอได้เลย

กล่องพิซซ่าที่เห็นอยู่ด้านบนเป็นการแก้ไขปัญหาข้างต้นครับ ตัวกล่องนั้นทำจากกระดาษลูกฟูกเช่นเดิม แต่กล่องด้านบนสามารถฉีกแบ่งออกมาเป็นจานได้ 4 ชิ้น ซึ่งแก้ปัญหาได้ตั้งแต่การหาจาน การแบ่งกันเพื่อน รวมถึงการจัดเก็บในตู้เย็นที่พับเก็บได้เหลือเพียงครึ่งเดียว ทำให้ประหยัดเนื้อที่ในถังขยะบ้านเราไปอีกมหาศาล และแน่นอนครับ กล่องพิซซ่าข้างบนเป็นผลผลิตจากการรีไซเคิล 100% ด้วย

สิ่งต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องบรรจุภัณฑ์ที่มีการนำเสนอทั้ง 3 ตอน เป็นตัวอย่างเล็กน้อยสำหรับการค้นหาวิธีการต่าง ๆ เพื่อที่จะช่วยกันลดปัญหาขยะในด้านการใช้งานต่าง ๆ และการลดต้นทุนให้มากที่สุดครับ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาทางด้านเทคนิค กระบวนการผลิต แก้ไขด้วยการออกแบบ หรือพัฒนาออกมาเป็นสิ่งใหม่ ๆ ก็ตาม

ไม่ว่าเราจะเป็นบุคคลตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง หรือมีส่วนร่วมอยู่ในกระบวนการการจัดการระดับโลกก็ตาม ทุกคนล้วนช่วยกันได้ครับ ปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้นไม่ได้เกิดกับเรา และมีผลกับเราเพียงคนเดียว แต่มีผลต่อสรรพสิ่งในระบบนิเวศ หากเราเริ่มต้นจากตัวเรา ทุกคนช่วยกัน ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนี้ย่อมจะมีผลต่อไปในทางบวกแน่นอนครับ

For the better world.