interview

อย่างที่เคยเกริ่นไว้ตอนที่หนังสือออกครับว่าบทสัมภาษณ์ของเล่มนี้ถูกตัดไปมากกว่า 85% และมีหลายคำถามและคำตอบที่น่าสนใจ แต่ก็ต้องถูกตัดทอนออกไปเพราะไม่เข้ากับ Storyline ที่อยู่ในเล่ม ตอนนี้ผมตัดและเรียบเรียงคำถาม-คำตอบ ของผู้ให้สัมภาษณ์ทั้ง 4 คน ทั้งกุ๊กกิ๊ก วิค หมี shura และคุณยุพเรศ Mainichi มาไว้เรียบร้อยแล้วครับ ผมยกตัวอย่างคำถามมาไว้ในนี้แล้วกัน

- ถ้าหากวันหนึ่งงานการ์ตูนไม่มีคนมาเดินอยู่เลย วันนั้นจะเกิดอะไรขึ้น

- ทำไมโดจินต้องขายการ์ตูน Y

- ไมนิจิมองความแตกต่างระหว่างผู้จัดรายใหญ่และรายย่อยอย่างไร

- มีคนบอกว่า คนถ่ายรูปก็ถ่ายไป คนขายของก็ขายไป พอถึงเวลาก็แยกย้ายกลับบ้านกันหมด คิดอย่างไรถ้าจะทำให้คนมางานมีส่วนร่วมกันมากกว่านี้

และคำถามอีกมากมายนอกจากนี้ยาวรวมกัน 22 หน้าก็พร้อมรอให้คนไปอ่านต่อเนื่องจากในเล่มแล้วครับ ตามไป download ที่ http://blog.joysmag.com/node/25 ได้เลยครับ ^ ^

ได้ไปทำสัมภาษณ์ ผศ.ดร.สมนึก บุญเกิด หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เกี่ยวกับเรื่องผึ้งจิ๋วหรือ "ชันโรง" ที่ช่วยในเรื่องการเพิ่มผลผลิตของชาวสวนมาครับ ผมเรียบเรียงเสร็จแล้วเลยเอามา post ให้ได้อ่านกัน หลายช่วงหลายตอนมีมุมที่น่าเก็บเอาไปคิดต่อครับ

--------------------------------------------------------------------------------------

หากจะเอ่ยถึง “ชันโรง” เชื่อว่าผู้คนส่วนใหญ่คงจะไม่คุ้นหูกันสักเท่าไหร่ แม้กระทั่งจะพูดชื่อของมันอีกชื่อหนึ่งว่าผึ้งจิ๋ว หรือ Stringless Bee ก็ยังไม่ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่รู้จักกับมากขึ้นสักเท่าใด แต่ว่า ผศ.ดร.สมนึก บุญเกิด หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้นำพาชันโรงตัวเล็กๆ ผู้เป็นเบื้องหลังในการสร้างผลผลิตต่างๆ โดยเฉพาะผลไม้ให้เจริญงอกงาม และสร้างผลผลิตได้มากกว่าเดิมนับเท่าตัวด้วยวิธีทางธรรมชาติ เข้ามาบุกเบิกการวิจัยและเผยแพร่ความรู้ด้านชันโรงสู่เกษตรกรไทยให้สามารถสร้างประโยชน์และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างมากมายเป็นคนแรกในประเทศและอาเซียน


อ.สมนึก บุญเกิด


จุดเริ่มต้นของอาจารย์นั้นมาจากการทำงานเป็นผู้จัดการไร่ของไทยสมุทรประกันชีวิตที่ ปากช่อง จ.นครราชสีมาทันทีหลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาตรีที่ภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และไปคุมไร่อีกครั้งที่ จ.จันทบุรี รวมเป็นเวลาทั้งสิ้น 4 ปี หลังจากนั้นจึงได้มาสมัครสอบเข้ารับราชการที่กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายหลังจากที่ได้เข้าทำงานที่กองกีฏวิทยาในกรมวิชาการเกษตรช่วงเวลาที่สำคัญในชีวิตของอาจารย์ก็มาถึง

ขณะนั้นกองกีฏวิทยามีแต่เพียงกองแมลงศัตรูพืช ประกอบกับเริ่มมีการเพาะเลี้ยงผึ้งเพื่อผลิตน้ำผึ้งจากลำใยเป็นครั้งแรกภายใต้โครงการหลวง อาจารย์จึงได้รับโอกาสจาก ผอ.ทนงกิต วงศ์ศิริ ผอ.กรมวิชาการเกษตรในขณะนั้นให้ตั้งกลุ่มงานวิจัยผึ้งโดยที่มีอาจารย์เป็นผู้รับผิดชอบหลักพร้อมกับบุคลากรอีกประมาณ 6-7 คนที่โอนย้ายมาจากกองงานอื่นในกรมวิชาการเกษตรเป็นผู้บุกเบิก ทำให้ภายหลังอาจารย์จึงได้ศึกษาต่อเพิ่มเติมในระดับปริญญาโทและเอกในภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยศึกษาทางด้านการผสมเกสรของมะม่วงน้ำดอกไม้ในระดับปริญญาโท และแมลงผสมเกสรของทุเรียนควบคู่กับการศึกษาเรื่องชีววิทยาของชันโรงในระดับปริญญาเอกเป็นหลัก

เหตุที่อาจารย์เลือกศึกษาชันโรงเป็นพิเศษ ก็เพราะว่าเสน่ห์ของชันโรงที่มีอยู่มากมาย “เสน่ห์ของชันโรงอยู่ที่มันลึกลับมานานแล้ว มันมีคนพยายามที่จะศึกษา เพราะว่าก่อนที่ผมจะเป็นนักกีฏวิทยา อาจารย์ของผมเองเขาก็สนใจอยู่เหมือนกัน พวกนักกีฏวิทยาส่วนใหญ่ก็จะสนใจ เพราะถือว่าเป็นเรื่องใหม่ในสมัยนั้น แต่ว่าเขาไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ไม่รู้จะศึกษามันอย่างไรดี แต่ว่าคนที่สนใจจริงๆ เขาก็หามา เพราะว่ามันเป็นแมลงที่มีความอดทน สมถะ ยั่งยืน และที่สำคัญคือ ตอมดอกไม่เลือก การผสมเกสรที่มันละเอียดมาก มันจะค่อยๆตอม ไม่มีนิสัยเลือกชอบ แล้วรังก็อยู่เป็นหลักถาวร พอออกเรือนก็ไม่เหมือน แยกรังก็ไม่เหมือนกับผึ้งรวง เพราะว่าเวลามันออกเรือน ลูกสาวเป็นคนออกเรือนไป ตัวแม่มันอยู่เหมือนเดิม แต่ว่าผึ้งรวง ตัวแม่ต้องออกเรือนไป ลูกสาวจะอยู่รังเดิม"


 


รังชันโรง

เมื่อถามถึงพฤติกรรมของชันโรง อาจารย์ก็ได้ยกตัวอย่างมาหลายๆตัวอย่างที่มีความคล้ายคลึงกันกับมนุษย์อย่างมาก เช่น ความสมถะ พฤติกรรมการออกเรือนที่ลูกสาวจะเป็นผู้ออกเรือน และที่สำคัญที่สุดคือความสามัคคีของมันที่อาจารย์สมนึกเห็นว่ามนุษย์ควรเอาอย่าง ในปัจจุบันชันโรงสามารถอยู่ได้ดีในเภาคใต้ บางจังหวัดของภาคเหนือและตะวันออก ในสภาพแวดล้อมที่ดี อุณหภูมิต้องไม่ร้อนมาก ความชื้นต้องคงที่ อาหารต้องคงที่ ซึ่งการเพิ่มหรือลดจำนวนของรังก็สามารถใช้วัดสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติในแห่งนั้นว่าดีหรือไม่ดีได้ “ ปีนี้ไปดูเจอรัง 7 รัง ปีหน้าไปสำรวจรัง เพิ่มเป็น 15 รัง อย่างนี้แสดงว่าดี อีกที่หนึ่งพบ 30 รัง ปีหน้าเหลือ 15 รัง ปีต่อไปพบ 7 รัง 2 รัง อ้าว หมดแล้วทีนี้ แสดงว่าไม่ค่อยดี เขาเรียกว่าเป็น bio-indicator เป็นตัวบ่งชี้วัดทางชีวภาพ อย่างภาคอีสานนี่อยู่ไม่ได้ แย่ ความหลากชนิดของชันโรงนี่แย่มาก สู้ไม่ได้เพราะว่าร้อนเหลือเกิน แล้วก็ไม่มีต้นไม้ อาหารก็ไม่ค่อยมี เมื่อก่อนอยู่ได้ เดี๋ยวนี้อยู่ไม่ได้ เพราะว่าความแห้งแล้งแล้วก็ความชึ้น”

อาจารย์สมนึกเล่าเหตุการณ์ในช่วงทำการทดลองการเลี้ยงชันโรงเพื่อช่วยผสมเกสรในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีในช่วงระหว่างการทำงานที่กรมวิชาการเกษตรในช่วงปี พ..2527-2528 ซึ่งถือว่าการเลี้ยงชันโรงเป็นเรื่องที่ใหม่มากในขณะนั้น “ตอนแรกถ้าบอกว่า เฮ้ยๆ มาดูผึ้งของเราเร็วๆ ผึ้งของเราช่วยผสมเกสรได้ พูดอย่างนั้นเขาไม่เชื่อ แล้วเขาก็มีความเชื่อของเขาอยู่ว่าดอกเงาะเนี่ยมันไม่จำเป็นต้องใช้ผึ้งหรอก แต่ว่าต้องฉีดฮอร์โมนให้มัน” ฮอร์โมนที่อาจารย์กล่าวถึงคือวิธีการดั้งเดิมที่จะใช้ นม โอวัลตินและไข่ผสมแล้วฉีดพ่นลงบนผลไม้ที่ปลูกให้ผึ้งได้กลิ่นและบินมาตอมดอกเพื่อผสมเกสร แต่เมื่ออาจารย์ได้ทดลองให้ชาวสวนที่จังหวัดจันทบุรีได้ดู เมื่อผ่านไปเพียง 3 ปี จากแต่เดิมผลผลิตที่ปลูกได้ 22 ตันต่อไร่ ก็เพิ่มขึ้นมามากถึง 52 ตันต่อไร่ ทำให้ปัจจุบันชาวสวนจันทบุรีที่ปลูกเงาะ ทุเรียน มังคุด หันมาใช้ชันโรงเพื่อช่วยในการขยายพันธุ์พืชเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

" ตอนนี้ที่จันทบุรี ชาวสวนที่นั่นรู้จักผมทั้งหมด เพราะดังจากงานที่ทำ ผมก็ได้แต่ภูมิใจลึกๆว่า เราช่วยเกษตรกรได้” อาจารย์ได้กล่าวถึงความภูมิใจและที่มาในการเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องชันโรงและได้ตั้งเครือข่ายที่มีชื่อว่ากลุ่ม “รักษ์ภุมริน” ในปี พ.. 2546 ที่เป็นการรวมตัวของเกษตรกรผู้ใช้ผึ้งและชันโรงในการขยายพันธุ์ ปัจจุบันกลุ่มนี้มีเครือข่ายทั้งในจังหวัดจันทบุรี แพร่ สุราษฏร์ธานี สมุทรสงคราม โดยมีหน้าที่ในการสำรวจ ตรวจสอบ รายงานผลและร่วมอนุรักษ์พันธุ์ผึ้งในท้องถิ่นต่างๆ โดยอาจารย์จะทำงานร่วมกับกลุ่ม พร้อมทั้งตอบข้อซักถาม วิจัย และถ่ายทอดความรู้ใหม่ๆ ให้กับกลุ่มเกษตรกร รวมถึงงานวิจัยล่าสุดที่ช่วยค้นคว้าให้กับเกษตรกรในการผสมชันโรงข้ามสายพันธุ์เพื่อไม่ให้เกิดปัญหารังอ่อนแอในอนาคต ที่สำคัญคือ อาจารย์ยังได้ค้นพบชันโรงสายพันธุ์ใหม่ที่ต่อมาได้รับพระราชทานนามว่า “ชันโรงสิรินธร” ในบ้านพักของพนักงานป่าไม้ด้วย


ชันโรงสิรินธร

ชันโรงสิรินธรไม่ใช่ผึ้งที่ให้น้ำผึ้ง ผึ้งรวง เป็นผึ้งพวกชนิดชันโรงหรือผึ้งป่าแต่มันแพร่พันธุ์ดีพอสมควร ไม่กัด ไม่ดุด้วย ไปเปิดรังมันก็ไม่กัด ลักษณะมันสีสวยๆ ตัวแดงๆ แล้วก็มีปานดำ ผมไปพบชันโรงสิรินธรในอาคารของพนักงานป่าไม้ ในท่อน้ำทิ้งยาว 3-4 เมตรที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 5 เซนติเมตร ผมก็จับมันเลี้ยง ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าเป็นสายพันธุ์ใหม่ ต้องชำนาญพอสมควรถึงจะรู้ได้ หลังจากนั้นก็ส่งไปที่มหาวิทยาลัยแคนซัสให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจดู ก็พบว่าเป็นสายพันธุ์ใหม่ “ อาจารย์สมนึกกล่าว ซึ่งปัจจุบันอาจารย์ได้ทำงานร่วมกับเพื่อนนักวิจัยต่างๆมากมาย ที่พร้อมจะแลกเปลี่ยนส่งข้อมูลและตัวอย่างสัตว์ต่างๆ เพื่อให้ตรวจสอบร่วมกันในระดับนานาชาติตลอดเวลา เช่น สหรัฐอเมริกา สวิสเซอร์แลนด์ เป็นต้น

ด้วยคุณสมบัติของการตอมไม่เลือกในชันโรงจึงเป็นข้อดีที่ทำให้พืชต่างๆสามารถขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วจากการผสมและปลิวของเกสรตัวผู้สู่เกสรตัวเมียตามธรรมชาติ อีกทั้งระยะออกหากินของชันโรงก็มีระยะเพียง 300 เมตรจากรังเท่านั้น ทำให้เกษตรกรสามารถควบคุมระบบนิเวศต่างๆ เพื่อการใช้งานชันโรงได้และทำให้ผลผลิตทางการเกษตรดีขึ้น และผลพลอยได้ของชันโรงที่ได้มาคือชันที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ และมีฟลาโวนอยด์ หรือสารประกอบของวิตามินซีที่อยู่ในรูปของสารธรรมชาติ และสามารถสกัดเพื่อหาสารต้านโรคมะเร็งได้ โดยอาจารย์ได้ทำการวิจัยร่วมกับฝ่ายต่างๆมากมาย เพื่อควบคุมและทำการทดลองต่างๆ ตามขั้นตอนการวิจัย

ผมต้องทำงานร่วมกับฝ่ายวิเคราะห์สกัดที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อเอาสารที่เราสกัดได้ให้หมอที่จบเคมีทางด้านทดสอบที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒลองไปทดสอบกับเชื้อที่มีอยู่ดูว่าสู้ไหวมั้ย เขามีเชื้อมะเร็ง เชื้อเอดส์ เชื้อไทฟอยด์ เชื้อของเสีย เชื้ออีโคไลอะไรอย่างนี้ ดูว่ามันยับยั้งได้หรือเปล่า ต้องร่วมกัน 3 หน่วยงาน เมื่อเราควบคุมการผลิตได้ เราก็วิเคราะห์ว่าตัวไหนดีเราก็สกัดเป็นสารบริสุทธิ์หรือว่าสารกึ่งบริสุทธิ์ก็ได้ ถ้าเราค้นหาได้เราก็จะจดลิขสิทธิ์ได้ เรียกว่าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ แต่ของเรายังสกัดเองไม่ได้ เพราะว่าไม่มีคนเก่งๆที่จะสกัดชันโรง เครื่องที่ใช้สกัดมันตั้งตัวละ 10 กว่าล้านบาท ญี่ปุ่นเขาเอามาละลายในแอลกอฮอล์ ขายกันซีซีละ 30 บาท ไปใช้กินแก้ปวดท้อง แก้อะไรได้หมดทุกอย่าง “

จากการได้คุยกับอาจารย์และได้รับฟังการอธิบายเรื่องราวต่างๆของชันโรงอย่างตั้งอกตั้งใจขณะให้สัมภาษณ์เป็นระยะเวลายาวนาน สิ่งที่เราสามารถสังเกตนอกเหนือจากความรู้เรื่องชันโรง นั่นคือหัวใจการทำงานของอาจารย์สมนึกที่ตั้งใจใช้ความรู้ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยวิธีของการช่วยเหลือ แบ่งปันความรู้แก่ผู้อื่นให้พัฒนาคุณภาพชีวิตไปในทางที่ดีขึ้น และสิ่งที่สำคัญที่สุดมีความมุ่งมั่น ทุ่มเทกับงานที่เรารัก ดั่งประโยคที่อาจารย์ฝากทิ้งท้ายไว้ว่า “ผมต้องทำงานวิจัยให้เสร็จ ถ้าติดแล้วก็นอนไม่หลับ จะต้องทำให้ได้ก่อนจะตาย “