ict

มีเรื่องให้บันทึกกันอีกแล้วครับ


นายสิทธิชัย โภไคยอุดม รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที)
กล่าวในงานสัมมนา กลยุทธ์การพัฒนา ICT ประเทศไทยใน 5 ปีข้างหน้า ว่า

กระทรวงไอซีทีมีแนวคิดที่จะเปลี่ยนบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ให้กลับไปเป็นการไปรษณีย์แห่งประเทศไทย

หลังจากประชาพิจารณ์ขอความเห็นจากพนักงานแล้ว พบว่ากว่าร้อยละ 99 เห็นด้วย ประกอบกับเป็นกิจการที่เป็นสัญลักษณ์ของชาติดำเนินการมาถึง 150 ปี ทำให้กิจการไปรษณีย์เป็นเหมือนที่พึ่งและเพื่อนของประชาชน แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นบริษัทแล้ว พบว่าชาวบ้านรู้สึกว่าปราศจากที่พึ่ง .....


เอ่อ เรื่อง Opensource ก็ทีนึงแล้วนะครับท่าน = *= อย่างนี้คงจะเป็นกลยุทธ์ "ทำอย่างไรให้ประเทศไทยตามเพื่อนบ้านไม่ทัน" มากกว่ามั้งครับนั่น ...... ทำไมช่วงนี้มันมีอะไรแปลกๆโผล่มาเยอะจริงๆ

ช่วงนี้พูดเรื่อง IT 3 Entry ติด คือมันทนไม่ไหวจริงๆครับ ลองอ่านข่าวที่เอามาแปะให้ดูแล้วกันครับ จากคำพูดของ รมต. ICT คนใหม่จากไทยรัฐ

"With open source, there is no intellectual property. Anyone can use it and all your ideas become public domain. If nobody can make money from it, there will be no development and open source software quickly become outdated," He (Minister) said.
Apart from Linux, he claimed that most open source software is often abandoned and not developed, and leads to a lot of low-quality software with lots of bugs.
"As a programmer, If I can write a good code, why should I give it away?" Thailand could do good source code without open source," he said.

ส่วนโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมไอที รมว.ไอซีที กล่าวว่า เอ็มเบดเด็ด ซอฟต์แวร์เป็นโครงการที่สำคัญ โดยสำนักงานส่ง เสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ หรือ ซิป้า จะตั้งศูนย์พัฒนาเอ็มเบดเด็ด ซอฟต์แวร์ร่วมกับรัฐบาลญี่ปุ่นเร็วๆ นี้ ส่วนด้านแอนิเมชันซิป้าทำอยู่แล้ว แต่ต้องยอมรับว่า ไม่รู้จะทำได้มากน้อยแค่ไหน เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอื่นๆ ขณะที่ซอฟต์แวร์เฮ้าได้สั่งให้ซิป้าส่งเสริมต่อไป สำหรับโอเพนซอร์สมองไม่เห็นประโยชน์เท่าไร

จาก Bangkok Post http://www.bangkokpost.com/Database/15Nov2006_data001.php

สำหรับคำถามภายใน 6 เดือน ถึง 1 ปี จะมีการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ด้าน E-Government หรือไม่ รมว.ไอซีที ตอบว่า กำลังผลักดันต่ออย่างจริงจัง เพราะจะต้องเกิดขึ้น ด้านการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ คณะรัฐมนตรีได้ให้ความ เห็นชอบกฎหมายไปแล้ว และคิดว่า คงจะผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติเร็วๆ นี้ ส่วนอี-โซไซตี้ไม่เห็นความสำคัญ ขณะที่อี-บุ๊คไม่ชอบเท่าไร เพราะจะทำให้สายตาเสียเร็วขึ้นและให้ความรู้สึกไม่เหมือนอ่านหนังสือ

จาก Blognone http://www.blognone.com/node/3355

นายสิทธิชัย โภไคยอุดม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที กล่าวยืนยันชัดเจนกับ "ฐานเศรษฐกิจ"อีกครั้งว่ามีแนวคิดในการจัดทำโครงการคอมพิวเตอร์ราคาประหยัด จริง เพื่อกระจายการใช้งานไอซีทีให้กับประชาชน ส่วนจะนำแนวทางการดำเนินการโครงการคอมพิวเตอร์เอื้ออาทร มาใช้หรือไม่นั้นต้องพิจารณาความเหมาะสม ซึ่งต้องเรียกผู้ประกอบการเอกชนเข้ามาหารือในรายละเอียดต่างๆ กันอีกครั้งหนึ่ง

ส่วนโครงการโน้ตบุ๊ก 100 เหรียญสหรัฐ ที่รัฐบาลที่แล้วมีแผนจัดซื้อให้กับนักเรียนทั่วประเทศนั้นคิดว่าจะไม่ ดำเนินการต่อ เพราะคิดว่าไม่น่าจะได้ผล เนื่องจากหากมีการจัดซื้อให้นักเรียน ควรจัดซื้อเครื่องที่มีประสิทธิภาพการทำงานสูงกว่านี้ ไม่ใช่เป็นเหมือนของเด็กเล่น สามารถใช้งานโปรแกรมอะไรไม่ได้มาก

จากฐานเศรษฐกิจ http://www.thannews.th.com/detialNews.php?id=M3221611&issue=2161

คำตอบของ 4 อันข้างบนตามไปอ่านได้ตาม link และเรื่อง OLPC หรือ Notebook 100 USD ที่ถูกยกเลิกไปแล้วตามไปอ่านได้ที่ http://www.elifefanclub.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&No=266585ครับ

สำหรับคนขี้เกียจตามไปอ่าน


http://pclab.nectec.or.th/wiki/index.php/Software

โครงการแล็ปท็อปสำหรับเด็กนี้ ริเริ่มโดย MIT โดยมีแนวคิดให้เป็นเครื่องมือเข้าถึงสื่อการเรียนการสอนต่างๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต เป็นเครื่องที่ออกแบบให้ประหยัดพลังงาน และสามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ด้วยพลังงานกล ใช้ระบบ mesh network เพื่อส่งต่อข้อมูลระหว่างเครื่องต่างๆ แบบไร้สายเพื่อเข้าสู่อินเทอร์เน็ตที่แม่ข่าย เรียกว่าออกแบบสำหรับการพกพา ให้เด็กเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยไม่ได้เตรียมที่เก็บข้อมูลในเครื่องไว้มากนัก เพราะไม่ได้ให้ใช้เป็นเครื่อง stand-alone ที่ทำได้ทุกอย่าง แต่เอาไว้เรียนหนังสืออย่างเดียว สิ่งที่ไม่จำเป็นจะถูกตัดออกหมด

การตัดความสามารถต่างๆ จึงเป็นเจตนาที่เขาออกแบบไว้ ไม่ใช่ว่าเอา "ของเล่น" มาให้เด็ก ส่วนเรื่องที่ท่านพูดถึงการขาด content นั้น ความจริงเป็นหน้าที่ของรัฐ ที่จะจัดเตรียมเนื้อหาหลักสูตรไว้รองรับ ไม่ใช่เกี่ยงงอนว่าไม่มี content ให้ ก็จะไม่ใช้


อ้อ อีกอย่างครับ

ตามที่ร่างพ.ร.บ. ว่าด้วยการทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ได้ผ่านมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 49 และจะเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติในวันพุธที่ 15 พ.ย.นี้

พบว่าใน มาตรา ๑๓ ระบุไว้เกี่ยวข้องถึงการแสดความเห็นทางเวปบอร์ดต่างๆ ไว้ดังต่อไปนี้
(๒) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์รู้ กันโดยทั่วไปอันเป็นเท็จ อันมิใช่การกระทำในมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่การแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต โดยประการที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิด ความตื่นตระหนกกับประชาชน

ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ