food

สืบเนื่องจากคนในบ้านตอนนี้ไปผ่ารากฟันมาก็เคี้ยวอะไรไม่ได้ครับ ก็เลยต้องมาจบที่ข้าวต้มปลาเพื่อที่จะได้ย่อยง่าย มีคุณค่าทางอาหาร และสะดวกต่อการบริโภค ซึ่งบ้านเรา เมนูที่นึกถึงเป็นอันดับแรกไม่โจ๊กก็ต้องข้าวต้มใช่มั้ยล่ะครับ แม้แต่ในโรงพยาบาลไทยยังมีตัวเลือกนี้เป็นอันดับแรก ๆ เลย

ระหว่างที่กำลังจะกินอาหารร่วมกันก็เกิดความสงสัยว่า แล้วถ้าเป็นอาหารชาติอื่นที่ไม่ใช่อาหารไทยล่ะ เค้าจะกินอะไรกันบ้าง แล้วตอนนี้แต่ละเมนูไปถึงไหนกันแล้ว เลยลองไปนั่งค้นแล้วมารวบรวมกันให้ดูครับ

 

 

เริ่มต้นจากเมนูข้างบนที่ซาน ฟรานซิสโกก่อนแล้วกันครับ เมื่อเร็ว ๆ นี้ที่โรงพยาบาลสแตมฟอร์ดพึ่งมีการปรับปรุงเมนูที่มีประโยชน์ รวมถึงการเลือกอาหารที่สดและผักออร์แกนิค โดยคงคุณค่าทางสารอาหารที่จำเป็นสำหรับผู้ป่วยไว้อย่างครบถ้วน

เพราะฉะนั้นเลยมีเมนูอย่างเช่น ซุปสโมคเชดดาร์ชีส ซุปมะเขือเทศอบ ผักสดแช่เย็นโรยกระเทียมและออริกาโน่ สตอร์เบอร์รี่สดแบบออร์แกนิค ข้าวโพดแบบ slow-cooked ที่ไม่เร่งไฟให้สุกเร็วเพราะจะทำให้เสียคุณค่าทางอาหารจากการโดนความร้อน และของหวานเป็น แอปเปิ้ลอบยัดใส้ราดด้วยซอสโยเกิร์ตผสมน้ำผึง โดยเมนูทุกอย่างจะไม่เน้นพวกแป้งมากจนเกินไปครับ

 

 


มาที่อังกฤษครับ ภาพข้างบนนี่เป็นพิซซ่าไก่ที่มาจากโรงครัวของโรงพยาบาลเกรท ออร์มอนด์ครับ ซึ่งตอนนี้ที่อังกฤษเองก็มีการรณรงค์จากทางภาครัฐผ่านหน่วยงาน National Health Service ให้ผู้ป่วยมีสิทธิเลือกที่จะไม่บริโภคเนื้อในเมนูที่จะเลือกด้วย โดยให้เห็นผลรวมไปถึงการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศอีกต่างหาก

 


รวมมิตรหน้าตาอาหารในโรงพยาบาลอังกฤษจาก blog คุณ TracionMan ที่ลงใน Guardian ครับ

 

แต่ในขณะเดียวกันก็มีตัวเลขว่าผู้ป่วยเกือบ 40% ที่เข้าโรงพยาบาลในอังกฤษนั้นจะไม่กินอาหารของโรงพยาบาล เพราะมันไม่อร่อย และตัดสินใจที่จะกินอาหารที่เพื่อนหรือญาติผู้ป่วยหิ้วมาให้ถึงเตียงซะมากกว่า บางคนก็ถึงขนาดบอกว่าอาหารในคุกยังจะอร่อยซะกว่า ทำให้อาหารเหล่านี้กลายเป็นขยะที่โรงพยาบาลต้องทิ้งเป็นจำนวนมากในแต่ละวันไป

 


อันนี้มื้ออาหารจากโรงพยาบาลที่ญี่ปุ่นครับ

 

ยกมาอีกตัวอย่างหนึ่งที่ออสเตรเลียแล้วกันครับ ทีนั่นรัฐมนตรีสาธารณสุขในรัฐนิวเซาธ์เวลส์ออกมาต่อต้านการใช้อาหารแช่แข็งเลี้ยงผู้ป่วยในโรงพยาบาล เพราะพบว่ามีโรงพยาบาลรัฐมากถึง 70% ที่ให้อาหารผู้ป่วยด้วยวิธีการนี้ 

 

นี่อาหารผู้ป่วยจริง ๆ นะ (จากฝรั่งเศส)

 

และสุดท้าย ใครที่สนใจด้านอาหารก็คงจะเคยดูคนที่เค้าถ่ายภาพเมนูอาหารมา ทีนี้ก็มี blog สำหรับรวบรวมเมนูอาหารส่งตรงถึงเตียงจากบุคคลต่าง ๆ ทั่วโลกแถมยังมีหน้า Facebook เอาไว้ให้ Become a fan กันด้วยนะ เข้าไปดูได้ที่ http://hospitalfood.tumblr.com เลยครับว่าแต่ละที่เค้าทำอะไรกันบ้าง 

 

 

อันนี้จากกรีซ เจออีกที่ที่ http://nowthatsnifty.blogspot.com/2009/06/hospital-food-from-11-different.html ครับ

หลังจากรื้อค้นแล้วก็เจอปัญหาคล้าย ๆ กันนะครับ นั่นก็คืออาหารไม่ถูกปากผู้ป่วย และมาตรฐานของการเลี้ยงอาหารในโรงพยาบาลที่ยังไม่เหมาะสมกับคน

จะว่าไปแล้วอาหารก็คือยาประเภทหนึ่งที่ถ้ามีการจัดให้อย่างเหมาะสม ผู้ป่วยก็จะสามารถฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ถ้ามีอาหารอร่อย ๆ ถูกปากและถูกหลักโภชนาการก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่เลย แต่คงดีกว่าถ้าเราได้กินอาหารที่เห็นข้างบนนี้จากที่บ้าน ไม่ใช่โรงพยาบาลใช่มั้ยล่ะครับ

ปิดท้ายด้วยวลีนึงที่ติดอยู่ในหัว "กินเป็น ลืมป่วย" ครับ

เคยมีความรู้สึกเหมือนข้อความข้างบนเกิดขึ้นกับตัวเองหรือเปล่าครับ ผมพึ่งรู้สึกมาเมื่อคืนนี้เอง

เรื่องนี้เกิดจากเมื่อคืนที่ได้กินหมูสะเต๊ะครับ ปรกติน้ำอาจาดและเครื่องจิ้มสะเต๊ะแต่ละเจ้าก็จะไม่มีใครเหมือนใครอยู่แล้ว แต่พอจิ้มน้ำสะเต๊ะ (ของร้านอาหารนาทอง - ขอเอ่ยนามครับ) ปุ๊บก็เกิดอาการ....... 

โอ๊ะ ! นี่มันรสชาติเหมือนน้ำข้าวหมูแดงตอนที่เรากินสมัยยังเด็ก ๆ เลยนี่นา

เด็ก ๆ ที่ว่านี่ผ่านไปร่วม 15 ปีแล้วครับ หลังจากที่ได้กินข้าวหมูแดง - หมูกรอบ สุดอร่อยตรงร้านหน้าถนนรามคำแหงเยื้องไปทางฝั่งเมเจอร์ ฮอลลีวูด (เวลโก้เก่า) อยู่บ่อย ๆ แต่สุดท้ายร้านนั้นก็ปิดกิจการโดยไม่ทราบสาเหตุครับ ทั้งที่คนกินก็เยอะอย่างสม่ำเสมอนะ ทำเอาเสียใจไปไม่ใช่น้อย (อดกินแย๊วววว ) แต่ก็ยังจำรสชาติได้จนถึงทุกวันนี้

ถึงแม้ว่าจะมาเจอรสนี้ในหมูสะเต๊ะก็เถอะครับ เวลาผ่านไปจนกระทั่งปัจจุบัน พอได้แตะรสชาตินี้อีกครั้งก็พบว่า "อ๊ะ มันใช่เลย.... >____< ~ คิดถึงจัง" หลาย ๆ ครั้งที่ได้อ่านห้องก้นครัวแล้วมีใครพูดในทำนองนี้ ผมยังนึกอยู่เลยนะครับว่า เอ๊ะ ! มันจะจริงหรือเปล่าน้อ แต่พอมาเจอกับตัวเองแล้วก็พบว่า "จริงด้วย......" นี่มันก็อุ่นใจ และชวน flashback ให้นึกถึงสมัยนั้นได้จริง ๆ ครับ

หลายครั้ง มื้ออาหารสำคัญ ๆ อร่อย ๆ ที่นั่งร่วมโต๊ะกับใครที่สำคัญ ๆ ก็มีความทรงจำอยู่ข้างในไม่ใช่น้อย และพอทำให้เรายิ้มได้ในหัวใจนะครับ

ป.ล. เห็นข่าวดงบังชินกิเตรียมฉีกสัญญาใน SM Town แล้วแอบนึกถึงเรื่องนึง "พี่แกจะหนีไปตั้งสังกัดเองแล้วรับงานกันเองหรือเปล่าล่ะเนี่ย ^ ^"

เรื่องนี้เป็นข่าวออก CNN กันเลยครับสำหรับปรากฏการณ์ Taco Truck ของร้าน Kogi ที่เปิดร้านทาโก้บนรถบรรทุกของเจ้าของร้านลูกครึ่งอเมริกัน - เกาหลี นอกจากความแปลกใหม่ในการผสมกิมจิและซอสเผ็ดเกาหลีมาใส่ในทาโก้ ราคาที่เริ่มต้นแค่เพียง 2 USD และการต่อคิวอันยาวเหยียดเป็นร้อยคิวแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นจุดสำคัญคือร้านนี้ขายแบบไม่ประจำทางและอัพเดททุกอย่างผ่านทาง Twitter ครับ

ร้านนี้ไม่ประจำทางจริง ๆ ครับ เพราะว่าจะขายแต่ละที่เพียงแค่ประมาณ 3 ชั่วโมงเท่านั้น จะขายกันกี่ที่ก็ว่ากันไป แถมเดือนนึงก็เอารถวิ่งวนในลอส แองเจลลิสแบบแทบไม่ซ้ำเลยครับ ซึ่งมีการแจ้งสถานที่ขายล่วงหน้า แถมบอกเวลาขายไว้ด้วยผ่าน website ของร้านและัผ่าน Twitter เพียง 2 ช่องทาง ซึ่งโดยเฉลี่ยจะจอดกันประมาณ 3 ชั่วโมง ระหว่างที่ร้านนี้ทำทาโก้แล้วขายไปเรื่อยๆ ก็จะมีการ update ผ่าน Twitter ด้วยครับว่าตอนนี้เป็นยังไงบ้างแล้ว แล้วพอถึงเวลารถจะออกก็มีบอกไว้ด้วยนะครับว่าจะออกแล้ว ตรงเวลาเป๊ะ ขายถึงบ่าย 3 ก็บ่าย 3 จริง ๆ ถึงมีคิวอยู่ก็ย้ายไปหาที่อื่นให้ตามต่อไปครับ

นอกจากกลยุทธ์ทางด้านการขายแล้ว สิ่งสำคัญที่เป็นที่พูดถึงคือรสชาติแบบ fusion ระหว่างแม็กซิกันกับเกาหลีครับ อย่างข้างบนนี่เป็นขนมปังประกบแฮมย่างใส่กิมจิ ชีส แล้วก็มายองเนสผสมงา หรือทาโก้ข้างล่างที่เค้าบอกว่าเป็น signature ของทางร้านคือซี่โครงอ่อนแบบเกาหลีใส่มาในแผ่นทาโก้ นอกจากนั้นก็ยังมี หมู ไก่ และใครที่ไม่ชอบเนื้อ ทางร้านก็มีทาโก้ใส่เต้าหู้แบบฉบับของร้านให้เลือกด้วยนะครับ สำหรับราคาขายของทาโก้ อยู่ที่ 2 USD และเบอร์ริโต้ (แป้ง Tortilla แผ่นห่อใส้คล้าย ๆ กับปอเปี๊ยะ ที่ McDonalds ใส่ไก่ทอดขายราคา 29 บาทนั่นแหละครับ)ที่ราคา 5 USD

และในยุคที่อินเตอร์เนตเข้าถึงซะขนาดนี้ ทางร้านก็อัพเดทอะไรต่อมิอะไรผ่าน website ลูกค้าแต่ละคนก็ยังมีการอัพเดทว่าไปซื้อ ไปต่อคิวมาเรียบร้อยแถมไปรีวิวในบล๊อกของตัวเองกันด้วย และอดไม่ได้ที่จะส่งต่อเรื่องราวให้เพื่อนและ twit @kogibbq ว่าตอนนี้ไปทำอะไรกันอยู่ที่ไหนบ้าง ทำให้ร้านนี้เป็นที่พูดถึงในเวลารวดเร็ว ทั้งที่พึ่งเริ่มเปิดเมื่อเดือนธันวาคม ปีที่แล้วนี่เองครับ เรื่ิองนี้แสดงให้เห็นว่า social network media นั้นเ้ข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นจริง ๆ ในอเมริกาครับ

 


สิ่งสำคัญของเรื่องนี้ที่อยู่หลังแผ่นทาโก้ครับ ซึ่งการขายสินค้าประเภท finger food หรือของกินประเภทเดินถือบนรถบรรทุกและขายตามแหล่งชุมชนนั้นก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ในอเมริกา แต่ว่าด้วยการผสานเทคโนโลยีกับสิ่งใกล้ตัว และการหาเอกลักษณ์เฉพาะของร้าน ทำสินค้าให้แปลกใหม่และโดนใจ รวมกับพลังการส่งข่าวต่อของเจ้านกสีฟ้าว่าวันนี้จะมีอะไร มีเมนูพิเศษอะไรบ้างจนมีคน follow เลย 30,000 คน ก็ทำให้ร้านนี้โด่งดังจนถูกพูดถึงและส่งต่อให้เพื่อนหรือคนรู้จักมากมายขนาดนี้

อ่านไปเรื่อย ๆ ก็นึกถึงโรตีบอยในสมัยหนึ่งและลองนึกต่อยอดเล่น ๆ ถัดจาก Kogi BBQ ในไทยครับว่าจะมีร้านข้าวแกงแม้นศรี หรือผัดไทยป้าพรที่อร่อยสุดยอดตั้งร้านขายใส่หลังรถบรรทุกแล้ว update ว่าจะไปขายที่ห้าแยกปากเกร็ดตอนบ่ายโมง ขายที่ราชเทวีตอน 5 โมงเย็น อัพเดทหลังรถตลอดผ่าน twitter จะเกิดปรากฏการณ์คนไปรอจนล้นหลามก่อนที่รถจะมากับเค้าแบบนี้บ้างมั้ย