book

เป็นอีกหนึ่งมาตรการของการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยภายหลังการเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมือง หลังจากที่เริ่มออกมาตรการการหักค่าใช้จ่ายส่วนบุคคลเพื่อการท่องเที่ยวภายในประเทศไปได้แล้ว ถัดมาก็เป็นเรื่องของการซื้อหนังสือที่หวังจะกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและกระตุ้นธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ให้คึกคักมากยิ่งขึ้น

แปลไทยเป็นไทย พอจะ list หัวข้อมาตรการมาได้ดังนี้ครับ

  • บุคคลธรรมดา หักค่าใช้จ่ายหนังสือของตัวเองและครอบครัวได้ไม่เกิน 10,000 บาท / คน
  • นิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำกัด หักค่าใช้จ่ายหนังสือเพื่อซื้อสำหรับองค์กรได้ 2 เท่าของมูลค่าจริงที่ซื้อ
  • บุคคลธรรมดา จะซื้อหนังสือบริจาคหน่วยงานราชการ สถานศึกษา หรือองค์กรการกุศล หักลดหย่อนได้ 2 เท่า
  • นิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำกัด จะซื้อหนังสือบริจาคหน่วยงานราชการ สถานศึกษา หรือองค์กรการกุศล หักลดหย่อนได้ 2 เท่า แต่ต้องไม่เกิน 30 %  ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศล สาธารณะหรือเพื่อการสาธารระประโยชน์ และเพื่อการศึกษา หรือกีฬา
  • สำนักพิมพ์ จับเข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพื่อให้นำ vat 7% ไปหักลดภาษีตอนท้ายสุดได้

มาตรการเหล่านี้ก็คงต้องมีการกำหนดเพดานขั้นสูงสำหรับการซื้อเพื่อการบริจาคหนังสือล่ะครับ จริง ๆ ก็เป็นเรื่องที่ดีสำหรับการซื้อหนังสือที่ต่อไปจะสามารถหักค่าใช้จ่ายตรงจุดนี้ได้ด้วย สำหรับคนที่ซื้อหนังสืออยู่แล้วก็คงจะต้องเตรียมตัวเก็บหลักฐานการชำระเงินเพื่อเตรียมไปยื่นจ่ายภาษีตอนช่วงต้นปีต่อไป

แต่สิ่งที่คาดว่าจะเห็นได้จากมาตรการนี้น่าจะมีทั้งด้านมืดและด้านสว่างนะครับ เอาด้านสว่างก่อนแล้วกัน เราน่าจะได้เห็นการรวม Package หนังสือและขายออกมาเป็นชุดในราคาหลักพันบาทกันมากขึ้น อาจจะเป็นตำราเรียน การ์ตูนเสริมความรู้ หนังสือทางธุรกิจต่อเนื่องหลายเล่ม หรือว่าอะไรก็แล้วแต่ที่สามารถจัดการรวมชุดเพื่อการส่งเสริมการขายได้ เพื่อลูก เพื่อพี่น้อง เพื่ออะไรก็แล้วแต่ ซึ่งจะทำให้สำนักพิมพ์ง่ายต่อการบริหารจัดการ stock หนังสือมากยิ่งขึ้น เพราะการตัดขายทีเดียวเป็น lot เลยนี่ล่ะครับ

ส่วนด้านมืดที่ได้พบเห็นก็ประมวลมาจากเหตุการณ์ที่ผ่าน ๆ มาล่ะครับ เช่น หนังสือที่มีุคุณภาพต่ำ ใช้กระดาษเกรดต่ำ หมึกไม่ดี แต่คิดในราคาที่แพง เพื่อที่จะให้ออกบิลได้อย่างถูกต้องตามกฏหมาย ผู้ที่ได้รับหนังสือไปในการบริจาคก็อาจจะได้ของที่ไม่มีคุณภาพไปอยู่ในองค์กร หรือการสั่งหนังสือเกินความจำเป็น เื่พื่อที่จะให้ถึงจำนวนเงินที่สามารถลดหย่อนภาษี หรือร้ายที่สุดก็อาจจะมีการตั้ง nominee สำนักพิมพ์บังหน้าเพื่อการลดภาษีโดยเฉพาะก็มี

อีกอย่างหนึ่งก็คือบิลหลอก ๆ เพื่อการซื้อหนังสือนี่ล่ะครับ เพราะทุกวันนี้แต่ละคนก็สามารถสั่งทำหนังสือได้หมด และมาตรการนี้ก็ไม่ได้จำกัดไปถึงหนังสือไก่กาอาราเร่ ที่อาจจะจัดพิมพ์ตอนไหนก็ได้ หรืออาจจะมีแค่บิลลม สั่งซื้อหนังสือมาเข้าองค์กร แต่พบว่าองค์กรไม่ได้เอาหนังสือเข้ามาไว้จริง ๆ มีแต่กระดาษที่บอกไปแล้วว่า จ่ายค่าหนังสือไปให้สำนักพิมพ์ที่ติ้งต่างขึ้นมาไปแล้วนะจ๊ะ

สุดท้ายแล้วทางออกของเรื่องนี้อาจจะต้องมีการกำหนดเกณฑ์หรือการขึ้นทะเบียนร้านจัดจำหน่ายหนังสือ สำนักพิมพ์ต่าง ๆ ที่มีการออกบิลค่าใช้จ่ายเพื่อการหักลดหย่อนภาษีแบบถูกกฏหมาย ประกาศรายชื่อสำนักพิมพ์และผู้จัดจำหน่ายสู่สาธารณะแบบรายชื่อมูลนิธิที่รับเงินบริจาค และสามารถตรวจสอบได้จริง ๆ ว่าจะไม่มีการทุจริตหรือออกเบี้ยบ้ายรายทางในกระเป๋าไปตามวิธีการตัวอย่างข้างบนที่เป็นไปได้

และมาตรการจริง ๆ ที่ผมมองเห็นว่าจะแก้ปัญหาการส่งเสริมการอ่านได้ อาจจะไม่ใช่วิธีการนี้ครับ เพราะว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการออกประโยชน์ให้แก่ผู้ที่ซื้อหนังสือเป็นประจำอยู่แล้ว ให้ประหยัดภาษีท้ายปีได้อีก 5-10% มากกว่า เพราะยังมีผู้คนอีกมากที่หนังสือไม่ใช่สิ่งที่เค้าจะซื้อกัน เหตุเพราะว่าไม่มีความจำเป็นต่อชีวิต สู้่เอาเงินไปซื้อข้าว ซื้อปัจจัย 4 ที่ใช้ในการดำรงชีวิตดีกว่า

ถ้าอยากให้เห็นผลจริง ควรออก voucher แบบเช็คช่วยชาติให้กับเยาวชนอายุต่ำกว่า 15 ปี และกลุ่มอื่น ๆ ตามสมควร ให้รัฐเอาเงินไปหมุนวงจรเหล่านี้ให้เกิดให้ได้ครับ อาจจะไม่ต้องมาก สัก 300 บาท / คน เป็นราคาที่เด็กจะซื้อหนังสือได้สัก 2 - 3 เล่ม ดีกว่าการเอาบิลให้ผู้ปกครอง จ่ายก่อน มาเบิกทีหลังเหมือนอย่างที่ทำกับเรื่องอุปกรณ์การเรียนเยอะเลยครับ

แต่ละคนมีความเห็นกันว่ายังไงบ้างเอ่ย

ขอหยิบข่าวสั้น ๆ กันดองบล๊อกมาพูดถึงจาก http://www.engadget.com/2010/06/03/sony-predicts-digital-content-will-overtake-print-within-five-y/ ในช่วงเวลาที่ผิวแพ้และคันยุบยิบอย่างนี้ครับ

สรุปสั้น ๆ จากการทำนายของสตีฟ ฮาร์เบอร์ ผู้ดูแลฝ่ายธุรกิจ Digital Reading ได้ทำนายเอาไว้ ซึ่งมีการเปรียบเทียบถึงสื่อทุกประเภท ทั้งหนังสือพิมพ์และนิตยสาร หรืออะไรก็ตามที่เป็นสิ่งพิมพ์กับการดาวน์โหลด Digital Content ลงบนเครื่องอ่าน e-book ทั้งหลายนี้ว่าจะมีเนื้อหามากกว่า มีช่องทางให้เลือกมากกว่า

 


เคยพูดถึงไว้หลายครั้งถึงข้อจำกัดและแนวทางในการพัฒนาธุรกิจการขายสื่อในอนาคตเหมือนกันครับ ขอยกตัวอย่างล่าสุดก็คือนิตยสาร Wired ที่ออกฉบับ iPad ขึ้นมาและทำรายได้ภายใน 24 ชั่วโมงแรกไปถึง 24,000 Download ครั้งนึงคิด 5 เหรียญก็ได้ 1.2 แสน USD พอดีครับ นับว่าไม่เลวเลยสำหรับหัวหอกที่ลองลุยตลาด e-book จริงจังแบบนี้

แต่ว่าในการทำ digital content ออกมาจริง ๆ ก็ยังเจอข้อเสียกันอยู่ครับ เช่นไฟล์ของ wired เล่มแรกที่ใหญ่ถึง 500 Mb เกือบเท่า CD 1 แผ่นเลยล่ะครับ หรืออย่างราคาที่อาจจะยังไม่เย้ายวนใจให้คนหันมาซื้อผ่าน store เพราะว่าหาซื้อเล่มจริง ๆ ได้ง่ายกว่าในราคาเท่ากันเป๊ะ ยังไม่นับสมาชิก 1 ปีที่ได้สิทธิ์สั่งซื้อ 12 ฉบับในราคา 10 USD อีกนะครับ

สำหรับในไทยเอง เราอาจจะเจอปัญหาคล้าย ๆ กัน คือราคาของหนังสือที่อาจจะกดลงมาต่ำแบบจูงใจให้คนดาวน์โหลดไม่พอ หรืออีกเรื่องหนึ่งก็คือปัญหาการชำระเงินที่ค่อนข้างจะปิดโอกาสสำหรับคนไม่มีบัตรเครดิต และอาจจะต้องใช้บริการบริษัทกลางที่ดูแลเรื่องเิงิน เช่น smart purse หรือการจ่ายเงืนผ่านผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ อย่างที่ทุกเจ้าพยายามเข็นออกมาคนไทยมาใช่มากกว่านี้แทนการโอนเงินผ่านธนาคารเพียงอย่างเดียว

ผมเชื่อครับว่า สำหรับไทยแล้ว อีก 5 ปีคงยังไม่เจอภาวะการณ์นี้ครับ แต่เมื่อวันใดที่สินค้าประเภท e-book reader หรือ tablet กลายเป็น fashionable item อย่างเช่นที่แบล๊คเบอร์รี่ทำได้ในตลาดประเทศไทย และมีผู้ผลิตมากราย ราคาที่ลงมาต่ำเพียงพอ (ส่วนตัวคิดว่าน่าจะต่ำกว่า 10,000 บาท) ตลาดดิจิตอลก็เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้สำหรับผู้ผลิตสื่อที่จะชวนให้คนมาซื้อเนื้อหาของเรา และหากเราลองศึกษาเพื่อเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายครับ

ย้ำอีกครั้ง ตลาดดิจิตอลพร้อมเปิดทางให้ทุกคนมาแข่งขันกัน เมื่อผู้ผลิตเนื้อหาทุกคนยืนอยู่บนระนาบที่เกือบจะเท่าเทียมกัน ใคร ๆ ก็ส่งหนังสือตัวเองขึ้นมาขายได้

มีความเห็นว่ายังไงกันบ้างเอ่ย

right book in a right time

posted on 14 Dec 2009 16:59 by nora in General

 

 

วันนี้ทั้งวันตั้งแต่เช้าจรดบ่ายได้ขลุกอยู่กับ pocketbook เล่มหนึ่งของ John Wood อดีตผู้บริหารของ Microsoft และผู้ก่อตั้งองค์กรการกุศลเพื่อการศึกษาของเด็กที่ชื่อว่า Room to Read (www.roomtoread.org) ที่ต้องแลกกับหลายสิ่งในชีวิต ความยาว 360 หน้า ที่ทิ้งเอาไว้มานานและไม่มีคิวจะเปิดอ่านเลย จนกระทั่งมาได้อ่านในช่วง 1 - 2 วันนี้ที่มีจังหวะและปัญหาบางอย่างเข้ามาในชีวิตพอดี

อ่านไปมันก็เหมือนตอบโจทย์ในความไม่สบายใจหลาย ๆ อย่าง และวิถีทางในการเลือกเดินได้พอสมควรครับ นึกย้อนไปก็ไม่ได้อ่าน pocketbook อย่างใจจดจ่อรวดเดียวขนาดนี้มานานแล้วเหมือนกัน ระหว่างอ่านก็พาลนึกครับว่าหลาย ๆ ครั้ง หนังสือมันก็เลือกคนและเลือกเวลาในการใช้อ่านและซึมซาบเหมือนกันนะ

อีกหลายครั้งเช่นกันที่พบว่าบางประโยค บางข้อความภายในหนังสือมีผลต่อแนวคิดและการเปลี่ยนแปลงมุมมองต่าง ๆ ทั้งที่เราเดินเข้าไปในห้องสมุดและไม่ได้ตั้งใจที่จะหยิบหาอ่านหนังสือเหล่านี้ตั้งแต่แรก น่ามหัศจรรย์เหมือนกันในความรู้สึกของการเป็นนักอ่านหนังสือแบบหลายหมวดหมู่

บางเล่มต้องการการตกผลึกในกาลเวลา....กว่าจะเข้าใจ

บางเล่มต้องการประสบการณ์สะสม....ก่อนที่จะเข้าใจ

และบางเล่มก็ต้องการการเก็บไว้ในสมอง ก่อนนำมาใช้....จึงจะเข้าใจ

บางที อาจจะเป็นเงื่อนของเวลา ที่ทำให้เราเลือกหนังสือของเราได้ตรงกับชีวิตในปัจจุบัน