article

ชื่อนั้นสำคัญฉะนี้

posted on 31 Dec 2010 12:50 by nora in General
ไม่ได้เขียนบล๊อกซะนานแล้ว ไหน ๆ ก็ขอเขียนปิดท้ายปี 2010 กับเรื่องที่พึ่งเขียนเป็นข่าวซะหน่อย กับเรื่องการฟ้องของ Buzz Aldrin หนึ่งในนัีกบินอวกาศอพอลโล่ 11 ที่ไปเหยียบดวงจันทร์ ซึ่งฟ้องบริษัท Topps เพราะว่าเอาชื่อไปใช้ทำการ์ดสะสมโดยไม่ได้รับอนุญาต
 
ข่าวเต็ม ๆ ลองไปอ่านได้ที่ : http://www.thecardz.com/2010/12/31/buzz-aldrin-apollo-11-sue-topps
 
ตามข่าวมีการประเมินว่าค่าตอบแทนที่ควรได้รับจากการเอาชื่อไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตมีมูลค่าสูงถึง 750,000 ดอลล่าร์สหรัฐ เพราะว่าเนื่องจากเป็นบบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์โลก จึงถูกเอาภาพและชื่อไปใช้ในการโปรโมตมากมายตั้งแต่ชุดอวกาศ ยันสตอรเบอร์รี่อบแห้ง
 
ลองนึกสภาพว่าถ้าเราเป็นนาย ก. นาย ข. คงไม่มีใครที่ไหนอยากเอาไปโปรโมตคู่สินค้า แต่เมื่อเราเป็นใครสักคนที่ผู้คนรู้จัก ความมีอิทธิพลในการผูกไปกับตัวสินค้า หรือที่เรียกว่า Presenter นั้นก็ก่อให้เกิดความน่าสนใจพอควร แม้ว่าในยุคนี้การนำดารามาใช้นำเสนอสินค้าอาจจะมีอิทธิพลน้อยลงแล้วก็ตาม แต่นักการตลาดทั้งหลายก็หันไปผูกกับผู้มีอิทธิพลทางการตัดสินใจในกลุ่มนั้น ๆ หรือ Influencer เข้ามานำเสนอแทน
 
ความสำคัญของการมีชื่อเสียงและการเป็นที่รู้จักของแต่ละคนอาจจะทำให้มีโอกาสหรือเข้าถึงสิ่งใดที่ต้องการได้ง่ายขึ้นและมากขึ้น ทั้งเงินทอง ชื่อเสียง โอกาสในการทำงาน โอกาสในการรู้จักผู้คนอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องการคลุกคลี เสมือนใบเบิกทางที่มีคนสนใจและจับจ้องมากขึ้น
 
แต่ในอีกด้านหนึ่ง การมีชื่อเสียงก็เหมือนการขึ้นหลังเสือ เวลานั่งอยู่ข้างบนก็มีความสง่า แต่วันดีคืนดีอาจจะโดนกัดจากการมีชื่อเสียงได้เช่นกัน ทั้งการพลัดตกลงมาเอง หรือการเป็นเป้าที่โดดเด่นต่อการโดนสอยลงมาข้างล่าง ยังไม่นับการที่จะต้องอยู่บนหลังเสือให้ได้อย่างมั่นคง ซึ่งเปรียบเสมือนการรักษาชื่อเสียงให้พึงอยู่ให้ได้ยาวนานตราบใดที่เราต้องการที่จะยืนอยู่ในจุดนั้น
 
การที่จะต้องรักษาและปกป้องชื่อเสียงของตนในแต่ละคนขึ้นอยู่กับวิสัยว่าใครตั้งกฏเกณฑ์กับตัวเองว่าเป็นอย่างไร เราจะคอยตั้งรับตลอดเวลาหรือเปล่า หรือจะรุกแต่เสี่ยงต่อการเจ็บตัว ตอบโต้ทุกครั้งที่มีโอกาสให้ได้ตอบโต้  เพื่อผลประโยชน์ที่ตนเองพึงจะได้ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปการณ์ใด
 
ใครจะทำอย่างไรกับชีวิตนั้น ตัวเราก็คงตอบให้แทนคนอื่นให้ไม่ได้ แต่ก็มีอีกคติหนึ่งของการมีชื่อเสียง คือการมองทุกสิ่งให้เป็นอนิจจัง มาแล้วก็ดับไป ไม่เที่ยงแท้คงทน ..... สู้ไป สุดท้ายแล้วก็เป็นเช่นนั้นเอง..........
 
สวัสดีปีกระต่าย ขอให้เฮง ๆ กันถ้วนหน้าเป็นกระต่ายที่กระโดดเด้งอย่างร่าเริงนะ ^ ^

ถอดหูฟัง

posted on 24 Sep 2010 17:25 by nora in General

วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่เดินทางออกจากบ้านเพื่อจัดการทำกิจธุระหลาย ๆ อย่าง แต่สิ่งที่แปลกไปอยู่อย่างหนึ่งสำหรับวันนี้คือการที่ไม่ได้เอา hand free ที่ใช้ฟังเพลงหรือวิทยุออกมาจากบ้านด้วย เพราะเนื่องจากแบตเตอรี่เหลือพลังงานน้ิอยเต็มทน ถ้าเกิดว่าเอาติดไปเสียงหูฟังตามปรกติ มีหวังได้แบตหมดก่อนกลับบ้านแหง ๆ ......

นึก ๆ ไปแล้วก็เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่ตัวเองไม่ได้พกหูฟังติดไปกับตัว และพอย้อนกลับมามองชีวิตปรกติ ตัวเองก็ไม่ค่อยได้มีใครคุยร่วมทางด้วย เพราะอย่างนี้ล่ะมั้งเลยทำให้ติดกับการฟังวิทยุ ฟังข่าวสารต่าง ๆ ซะเป็นส่วนใหญ่ ให้ได้ยินเสียงพูด เสียงจัดรายการต่าง ซะมากจนไม่รู้ตัว

แต่วันนี้อีกเช่นกัน ที่ลองปรับการฟังของตัวเองมาฟังเสียงธรรมชาติล้วน ๆ บนรถเมล์ บนท้องถนน ในห้างสรรพสินค้า และอื่น ๆ อีกมากมาย

น่าแปลกที่ตัวเองรู้สึกว่า "เวลาในกรุงเทพมหานครมันช้าลงอย่างน่าประหลาด......"

เสียงคนคุยกันในเรื่องราวต่าง ๆ เสียงบรรยากาศ รถวิ่ง เสียงจ๊อกแจ๊กจอแจต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นและละเลย เลี่ยงที่จะฟังในระยะเวลาหลายเดือน ทำให้ใจตัวเองเย็นลงอย่างน่าประหลาด แค่มองดูท้องถนนแบบไม่ต้องจับความรู้สึก หรือเพ่งมองแล้วพินิจ วิเคราะห์อะไร หรือคิดเชื่อมโยงต่อเนื่อง วางแผนอะไร

แค่มองและปล่อยใจ...............

เค้าว่ากรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่วุ่นวาย สู้ต่างจังหวัดที่เงียบสงบไม่ได้ แต่ถ้าเราอินไปกับบรรยากาศ กทม. ที่เงียบในความรู้สึกเราได้ นี่แปลว่าเรากำลังเร่งจิต เร่งความรู้สึกต่าง ๆ เกิดขีดของความรู้สึกที่คนเราควรจะเป็นไปแล้วใช่มั้ยเนี่ย......

บทบรรณาธิการ

posted on 04 Jun 2009 00:23 by nora in General

แว๊บหนึ่งที่ผมกำลังนึกว่าจะเขียนเรื่องอะไรต่อเนื่องเป็นวัันที่ 4 ดี จะหยิบเอาเหตุการณ์บ้านเมืองมาดีมั้ย หรือว่าจะพูดเรื่องสิ่งรอบตัวดี ผมมานึกถึงอีกมุมนึงครับว่าอารมณ์ที่มานั่งเลือกแบบนี้มันเหมือนกับการเขียนบทบรรณาธิการเลย

เหมือนเป็นหน้าทีของบรรณาธิการของสื่อสิ่งพิมพ์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นนิตยสาร หนังสือพิมพ์ Pocketbook หรือแม้กระทั่งหนังสือเรียนที่อาจจะอยู่ในรูปของคำนำผู้แต่ง แล้วถามว่าทำไมสิ่งพิมพ์ต้องมีบทบรรณาธิการล่ะ ตัดออกไปจากสารบบชีวิตเลยไม่ได้เหรอ

จริง ๆ มันได้นะครับ แต่มันก็ไม่สมบูรณ์ เพราะอะไรน่ะเหรอ เรามาแยกกันเป็นประเภทก่อนดีกว่า อย่างหนังสือพิมพ์ในแต่ละวันนั้นบทบรรณาธิการจะอยู่ในหน้าที่ 3 ของหนังสือพิมพ์ที่ถ้าใครไม่ใช่คอการเมืองก็จะเปิดข้ามไปอย่างง่ายดาย บทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์นั้นเหมือนความเห็นร่วมกันจากทีมงานของหนังสือพิมพ์ทั้งเล่ม ไม่ได้เป็นบทความของใครคนใดคนหนึ่งและรับผิดชอบความเห็นร่วมกันครับ สังเกตได้จากการใส่โลโก้หนังสือพิมพ์และไม่มีชื่อผู้เขียนบทความลงไว้

สำหรับเนื้อหาของบทบรรณาธิการในหนังสือพิมพ์ ส่วนมากก็จะเป็นเรื่องปัญหาบ้านเมืองและการเมืองที่เด่น ๆ ในขณะนั้นนั่นแหละครับ ถ้าไม่มีเหตุการณ์พิเศษจริง ๆ อย่างเช่นการเฉลิมฉลองต่าง ๆ หรือว่ามีใครสักคนได้เหรียญทองโอลิมปิคมา และโดยทางปฏิบัติจริงแล้วไม่เฉพาะแต่บรรณาธิการใหญ่ของหนังสือพิมพ์จะมีสิทธิเขียนเท่านั้น บางทีนักข่าวธรรมดาก็อาจจะได้มารับหน้าที่เขียนตรงจุดนี้เหมือนกันตามแต่โอกาสครั

ถัดมาก็จะเป็นหน้าบรรณาธิการของนิตยสารบ้างครับ หน้ามีไว้เพื่อให้บรรดาบรรณาธิการทั้งหลายได้แสดงความคิดเห็นต่าง ๆ และบอกเล่าเรื่องราว ซึ่งจะมีความอิสระมากครับ แล้วแต่บรรณาธิการเลยว่าจะเขียนเรื่องอะไร แต่ก็จะแบ่งได้ออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ 3 ประเภทคือ 1. บอกเล่าว่าเล่มนี้มีอะไรบ้าง 2. แสดงความคิดเห็นต่อเรื่องที่อยู่ในเล่ม และ 3. เขียนจิปาถะเหมือนเป็นบทความอิสระชิ้นหนึ่ง ไม่เกี่ยวอะไรกับหน้าหนังสือเลย

ถ้าเนื้อที่น้อย บทบรรณาธิการมักจะอยูู่คู่กับหน้าเครดิตตาม พรบ. จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550 ที่บังคับให้เปิดเผยบรรณาธิการและบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา (แปลว่า ผู้เผยแพร่ นี่แหละครับ)  รวมถึงแหล่งที่มา เจ้าของและโรงพิมพ์ด้วยว่าจัดพิมพ์ที่ใด รวมถึงคำประกาศลิขสิทธิ์ต่าง ๆ ด้วย แ่ต่ถ้าหน้าเยอะก็เจอจับแยกกันกระจุยเหมือนกันครับ (เพราะว่าขายโฆษณาหน้าขวาได้อีก ^ ^)

บทบรรณาธิการนิตยสารจะแตกต่างกับหนังสือพิมพ์ตรงที่มีการลงชื่อจริงและนามสกุลจริงของบรรณาธิการให้เห็น ๆ กันเลยครับ ในปัจจุบันเราก็จะเห็นการรวมเล่มบทบรรณาธิการจัดพิมพ์และจำหน่ายมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากนิตยสารบางเล่ม บรรณาธิการในเล่มนั้นเป็นบุคคลที่อยู่ในความสนใจของสังคม เขียนบทความต่าง ๆ ได้น่าสนใจและมีผู้ติดตามผลงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นรายได้อีกช่องทางหนึ่งนอกเหนือจากการจัดพิมพ์นิตยสารแต่เพียงอย่างเดียวครับ

แล้วจะหยิบมาเขียนแต่ละเรื่องยังไงล่ะ ? ไม่ต่างกับการเขียนบทความสักชิ้นเลยครับที่เราจะต้องมีจุดมุ่งหมายในการเขียนว่าเราต้องการที่จะพูดอะไรให้คนฟัง จากนั้นจึงเป็นฝีมือของแต่ละคนแล้วครับที่จะเขียนออกมาอย่างไรบ้างให้คนได้อ่าน และอยู่ในประเด็นที่เราต้องการสื่อให้คนอ่านได้รับรู้

แม้ว่าหน้าบรรณาธิการอาจจะเป็นหน้าที่ถูกเปิดผ่านยอดนิยม แต่ว่าอย่างน้อยที่สุดลองแวะอ่านดูครับ เพราะมีคำกล่าวอยู่ว่า นิตยสารหรือหนังสือต่าง ๆ นั้น เนื้อในและอารมณ์ของหนังสือจะเป็นอย่างไรสามารถดูได้จากบทบรรณาธิการที่จะสะท้อนบุคลิกของหนังสือเล่มนั้น ๆ ได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียวครับ ^ ^