เพลงแบบประภาสที่ผมชอบ
posted on 07 Jul 2008 19:35 by nora in Generalเมื่อวันศุกร์ถึงอาทิตย์ที่ผ่านมา คอนเสิร์ตที่มีความยาว 4 ชั่วโมงกับบทเพลงเกือบ 30 เพลงจากปลายปากกาของ ประภาส ชลศรานนท์ ก็ได้บรรเลงออกมาอีกครั้งในคอนเสิร์ตที่จัดขึ้นที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งหลายๆเพลง เป็นเพลงที่มีความผูกพันและความรู้สึกตามช่วงเวลาต่างๆ มากมาย อาจเป็นเพราะว่าเป็นคนที่ชอบฟังเพลงตั้งแต่เด็กและเพลงเหล่านี้ที่เป็นที่นิยมในช่วงเวลาเริ่มฟังเพลงครับ หรือใน blog แห่งนี้ก็มีอยู่ entry หนึ่งที่ผมเขียนไว้เกี่ยวกับไข่เจียว และอ้างอิงถึงเพลง “นายไข่เจียว” ของวงเฉลียง ซึ่งเป็นฝีมือการแต่งของเขาด้วยเช่นเดียวกันครับ เชื่อว่าทุกคนน่าจะเคยได้ยินเพลงที่เป็นฝีมือของเขา แม้บางทีอาจจะไม่รู้ก็ตาม ทำให้ผมอยากลองยกบางเพลงของเขาที่ผมชอบและผูกพันมาเล่าให้ฟังดีกว่าครับ
“ จุดตัวเองก็ยอมทันใด
ให้ลุกเป็นไฟขึ้นมา เพียงปรารถนา
ให้มีลำแสงสีทอง
จุดตัวเองก็ยอมทันใด
ให้ลุกเป็นไฟขึ้นมา เพียงปรารถนา
ดอกทานตะวันหันมอง.......สักครั้ง
”
เพลง “ไม้ขีดไฟกับดอกทานตะวัน” ขับร้องครั้งแรกโดย วิยะดา โกมารกุล ณ นคร เป็นเพลงที่มีความหลังกับผมค่อนข้างมากครับ เพราะเป็นเพลงที่ผมได้มีโอกาสฟังตั้งแต่เด็กๆ ในสมัยประถมช่วงประมาณตี 5 ครึ่ง และคนขับรถตู้ในรถโรงเรียนก็จะเปิดเพลงนี้เกือบทุกวันสมัย ป.2 ครับ แม้ผมจะไม่เข้าใจความหมายของเพลงอย่างจริงจัง แต่อย่างน้อยที่สุดท่วงทำนองของเพลงที่เพราะและเหมาะกับแสงอาทิตย์ค่อยๆโผล่ขึ้นมาจากขอบท้องฟ้า ก็ทำให้การเดินทางนั้นมีบรรยากาศและความรู้สึกเพิ่มขึ้นไม่น้อยเลยทีเดียว และมาทราบภายหลังว่าเพลงนี้ถูกแต่งขึ้นหลังจากการฆ่าตัวตายเพื่อเรียกร้องให้คนหันมาสนใจปัญหาเรื่องป่าสงวนของ สืบ นาคะเสถียร ทำให้ผมได้รู้สึกถึงความหมายของเพลงและเปลี่ยนการตีความในเพลงไปอีกมุมหนึ่ง เหมือนกับเพลง “ทะเลใจ” ของคาราบาวที่ถูกแต่งขึ้นมาหลังจากที่เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535 ครับ
“
สองพี่น้องเดินไป
น้องตามพี่ชาย
จับมือจูงน้องไป
มองฟ้าอันกว้างใหญ่
ฟ้าคงไกลไป ขี่คอพี่สูงเอง
“
เพลง “พี่ชายที่แสนดี” ขับร้องครั้งแรกโดย อุ้ย รวิวรรณ จินดา ครับ แม้ว่าส่วนตัวผมเองเป็นลูกคนเดียวครับ เลยไม่มีพี่ชายเหมือนตามในเพลง แต่ด้วยเนื้อเพลง ท่วงทำนองและวิธีการถ่ายทอดก็ให้ความอบอุ่น ความเข้าใจและสามารถนึกภาพตามไปได้ไม่แพ้กัน ถ้าใครจำกันได้ถึงการเสียชีวิตของ เอกชัย นพจินดา ผู้บรรยายกีฬาชื่อดังของเมืองไทย เพลงนี้ก็ถูกเปิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในคลื่น FM99 ซึ่งเป็นของสยามสปอร์ตในสมัยนั้นเพื่อไว้อาลัยแก่พี่ชายที่แสนดีสำหรับพวกเขา เหล่าทีมงานสยามกีฬาครับ จะว่าไปเพลงไทยยุค 80 ถึงต้นยุค 90 ก็จะมีเสน่ห์ตรงที่การใช้ภาษาที่เรียงร้อย สละสลวยและสวยงามด้วยภาษาที่เข้าใจไม่ยากแต่ทำให้ภาพที่ชัดเจนให้เรานึกตามเนื้อหาไปได้ครับ และทำให้เพลงหลายๆเพลงเป็นอมตะอยู่จนถึงเวลานี้
“
เธอเคยถามกับฉัน
ที่ฉันรักเธอ ก็อยากจะรู้รักเพราะอะไร
กลับไปคิดไปค้น
ใคร่ครวญมากมาย ไม่เจอ...คำตอบ
“
เพลง “เพราะอะไร” ขับร้องครั้งแรกโดย ป้าง นครินทร์ กิ่งศักดิ์ เพลงนี้เป็นเพลงที่ค่อนข้างใหม่นะครับ และตอนนี้เพลงเพราะอะไรก็ได้ใช้ประกอบโฆษณาของ Happy Dtac ในปัจจุบันด้วย โดยเพลงนี้แต่เดิมเคยจะให้พี่จุ้ย ศุ บุญเลี้ยง ร้องเป็นคนแรก แต่แกดันทำเนื้อเพลงหายไป ประกอบกับการที่ป้าง นครินทร์ มาขอให้คุณประภาสช่วยแต่งเพลงให้กับเขาด้วยความปลึ้มเป็นพิเศษ เพราะว่าปกติแล้วป้าง นครินทร์จะแต่งเพลงเองครับ มีเฉพาะเพลงนี้เท่านั้นที่มีคนอื่นแต่งให้ จำได้ว่าผมได้ยินเพลงนี้ครั้งแรกเป็นเพลงประกอบละครของช่อง 5 ครับ สิ่งที่ผมชอบที่สุดคือทำนองเป็น signature เอามากๆ เพราะว่าถ้าเราได้ยินเสียงของคลาริเนตที่ดังคลอมากับอะคูสติกกีตาร์เป็นอันรู้กันครับว่ามีคนเปิดเพลงนี้อยู่ ฟังกี่ทีก็ยิ้มได้ครับสำหรับเพลงนี้
“ หิ่งห้อยในกล่องตอนนี้เหมือนหนอนตัวหนึ่ง ไม่สวยดั่งซึ่งตอนอยู่ใต้ต้นลำพูส่องแสง
ยายจึงยิ้มและสอนตาม จะมองเห็นความงามที่จริง อย่าขังความจริงไม่เห็นอย่าขังความงาม ”
เพลง “นิทานหิ่งห้อย” ขับร้องครั้งแรกโดย วงเฉลียง เพลงนี้เป็นเพลงที่อ่อนโยนมากและไม่มีเรื่องความรักของหนุ่มสาวเข้ามาเกี่ยวข้องครับ เนื้อหาของเพลงแสดงให้เห็นว่า สิ่งใดที่มันอยู่ตามธรรมชาติ ควรปล่อยให้มันเป็นไปตามนั้นจะงดงามและดีที่สุดครับ เพลงนี้ใช้การเล่าแบบนิทานตามลำดับแบบนิทานเด็กและเล่าออกเป็นช่วงๆ เหมือนกับการเปิดหนังสือนิทานไปเรื่อยๆ ซึ่งเราจะได้เห็นงานคล้ายๆ กันสมัยตอนที่รายการ “สู้เพื่อแม่” ได้ออกนิทานเรื่อง “มังกรไฟไม่ยอมเรียนหนังสือ” จะว่าไปการใช้คำเพื่อการถ่ายทอดแต่ละบทเพลงที่มีเวลาเฉลี่ยเพลงละ 4 นาทีนั้นจะต้องใช้ความสามารถมากเลยนะครับในการแต่งคำร้องเพื่อให้สอดคล้องกับท่วงทำนอง กระชับ สามารถทำความเข้าใจและสื่อสารกับผู้คนกับสื่งที่ต้องการบอกได้โดยง่าย
ขอยกตัวอย่างเพียงเท่านี้ก่อนนะครับ เพราะเดี๋ยวมันจะยาวไปมากกว่านี้ อีกองค์ประกอบที่สำคัญก็คือการถ่ายทอดเนื้อเพลงด้วยวิธีการของผู้ร้องนี่ล่ะครับ จากคอนเสิร์ตที่ผ่านมาเราจะได้เห็นและฟังวิธีที่แตกต่างกันไป ทั้งแบบต้นฉบับในหลายๆ เพลง ทั้งที่มาเองอย่างป้าง นครินทร์ หรือเจนนิเฟอร์ คิ้ม ที่มาร้องเพลง “ไม่ขีดไฟกับดอกทานตะวัน” การนำเพลง “นิทานหิ่งห้อย” มาเล่านิทานประกอบกับวงออเครสตร้า เพลง “ลมหายใจของกันและกัน” ที่เล่นแบบ Pop Jazz โดยเบน ชลาทิศ และวงดูบาดู วงเฉลียงและสามโทนที่ยังมาเล่นเพลงด้วยตัวเองพร้อมสร้างสีสรรและเสียงหัวเราะให้ในคอนเสิร์ตโดยไม่ขาดตกบกพร่อง
จะว่าไปการร้องเพลงก็เหมือนกับประสบการณ์และการรับรู้ของแต่ละคน ซึ่งคล้ายๆ กันงานศิลปะประเภทอื่นๆ นี่ล่ะครับ เพลงเพลงหนึ่งที่มีเนื้อหาเหมือนกัน แต่ละคนก็อาจจะเข้าถึงและตีความต่างกันได้ตามประสบการณ์และสิ่งต่างๆที่ผ่านไป เพลงจึงเป็นศาสตร์และศิลป์ที่ผสมผสานกัน บางทีเราก็อาจจะไม่เข้าใจเนื้อหาเมื่อได้ฟังครั้งแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราเติบโตขึ้นและได้สัมผัสประสบการณ์นั้นโดยตรงก็จะเข้าใจและซาบซึ้งมากขึ้น
สำหรับใครที่เคยได้สัมผัสเพลงเหล่านี้หรือเพลงเก่าๆ เมื่อตอนเด็ก ลองหยิบเพลงต่างๆ มาฟังอีกครั้งแล้วใช้หัวใจทำความเข้าใจอีกครั้งสิครับ บางทีเราอาจจะพบว่าเพลงที่เราเคยฟังมีความไพเราะมากกว่าช่วงเวลาที่เราเคยฟังครั้งแรกก็ได้ อยากปิดท้ายด้วยท่อนสุดท้ายของเพลงนี้ ให้กับทุกคนที่เข้ามาอ่านครับ ^___^
“เด็กน้อยนอนหลับสบายอมยิ้มละไม
ใต้หมอนไม่มีอะไร ไม่มีสิ่งใดถูกขัง
นอนคืนนั้นจึงฝันดี
ฝันเห็นดวงดาวมากมาย
ฝันเห็นเจ้าชายเจ้าหญิงฝันแสนสวยงาม”


