[TAG] ตอบ FAQ

posted on 16 Jun 2008 01:31 by nora  in General

สรุป มีเข้ามาทั้งสิ้น 6 คนและ 11 คำถามนะครับ ตอบทีละคน

จีจัง - เขียนบทความเป็นประจำรึเปล่าฮะ เอาความคิดที่ไหนมาเขียนเนี่ย
ตอบ ถ้าเกิดว่าใน blog ก็จะเขียนโดยเฉลี่ยเดือนละ 5 ครั้งครับ ส่วนบทความที่อื่นกำลังจะได้เขียนแบบต่อเนื่องแล้วล่ะครับ ต้องรอดู ถามว่าเอาความคิดที่ไหนมาเขียน โดยปกติจะมาจาก data bank ของตัวเองที่เกิดจากการรวบรวมข้อมูลต่างๆ ครับ ทั้งจากข่าว หนังสือพิมพ์ หนังสือ นิตยสาร โทรทัศน์ อินเตอร์เนต วิทยุ จากการพบเห็นด้วยตัวเอง ฯลฯ เวลามีประเด็นอะไรก็จะเรียบเรียงความคิดและข้อมูลที่มีมาจับคู่กับสิ่งที่ต้องการสื่อสารพร้อมตรวจสอบความถูกต้อง หากข้อมูลนั้นๆเป็น fact ก่อนที่จะเขียนครับ จริงๆ ตั้งมาตรฐานให้ตัวเองไว้ที่ 3 วันต่อ 1 entry นะ แล้วก็อยากจะทำให้ได้รายวันซะด้วยซ้ำ แต่ว่ายังติดอะไรหลายๆประการอยู่ครับ

เมลอน -  เมื่อใหร่จะไปเลี้ยง ลอร์ดจิม กับตูซักที
ตอบ เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น

เอแคลร์ - ชอบการ์ตูนเรื่องอะไรบ้าง
ตอบ เอาเป็นที่อ่านและตามชื้อให้ครบแล้วกัน ก็จะมี series อ.เคน (ai think so, love hina, negima), คุโรมาตี้, Oh my goddess, ยอดเชฟครัวท่านฑูต, Eagles แล้วก็ เมื่อผมกับเธอXXX ครับ

เอแคลร์ - ยังไปงานการ์ตูนอยู่รึเปล่า คิดว่าไปแล้วได้อะไรมั่ง
ตอบ ยังไปครับ แต่ว่าจะเลือกงานที่ค่อนข้างสำคัญจริงๆ ถึงจะไป ไปแล้วได้อะไร ถ้าเอาแรกๆ ก็ได้รู้จักคนใหม่ๆ รู้จักสังคมใหม่ๆ ได้ไปดูงานและการจัดงาน ได้ไปเจอเพื่อนกลุ่มใหม่ๆ และที่เป็นเสน่ห์จริงๆ โดยส่วนตัวคือการได้ไปดูผู้คนครับ ผมว่างานการ์ตูนเป็นงานที่สภาพแวดล้อมมีความหลากหลายทางชีวภาพและมีหลายเรื่องที่น่าสนใจนะ ;)

เอแคลร์ - Blog นี้ตัวอักษรเยอะมาก พิมพ์แต่ละครั้งใช้เวลานานเท่าไร
ตอบ โดยเฉลี่ยใช้เวลาประมาณ 20-30 นาทีครับ ถ้าเอาความยาวปกติที่เขียนนะ แต่ว่าถ้ามีการ draft จากที่อื่นมาแล้วว่าจะเขียนอะไรก็จะเร็วขึ้นอีกนิดหน่อย

ลิตเติ้ลลี - อยากรู้ที่มาของ rain ahead ครับ
ตอบ ปรกติชื่อของหัวบล๊อกจะเปลี่ยนตามอารมณ์ของฤดูกาล ร้อน ฝน หนาว สลับกันไปตามช่วงเวลาครับ ซึ่งตอนนี้ก็เป็นหน้าฝน แล้วบางทีจะเกี่ยวเนื่องกับภาพรวมของผมด้วย อย่าง rain ahead นีมีความหมายว่ายังมีอุปสรรคที่อยู่ข้างหน้าที่ยังไงก็ต้องลุยต่อไป สังเกตได้จากการใช้รูปถนนเส้นเดี่ยวมาประกอบ และเขาว่ากันว่า เมื่อฝนซา ฟ้าจะใส ก็กำลังรอวันนั้นเช่นกันครับ

เฉินลี - ลองเปรียบเทียบตัวเองเป็นสีดูได้มั๊ยคะว่าเป็นสีอะไร
ตอบ  น้ำเงิน Pantone 286C  0-53-173 100-74-3-1 ...... ครับ บางอารมณ์ก็ เขียว Pastel Pantone 374C 186-229-94 28-0-77-0 ...... ^__^

เฉินลี - ถ้าโลกมันร้อนเกินจนอยู่ไม่ได้จะไปอยู่ไหน
ตอบ ดวงจันทร์ครับ ไม่อยากไปไกลบ้านมาก ;)

เฉินลี - แล้วหนังสือเล่มโปรดคือ เล่มไหนคะ
ตอบ "เดือนช่วงดวงเด่นฟ้า ดาดาว" ของคุณวินทร์ เลียววาริณ ครับ ชอบตอนโปรแกรมทัวร์กรุงเทพ เขียนมา 10 กว่าปีก็ยังมองประเทศไทยได้อารมณ์คันๆ เช่นเดิม นอกนั้นจะเป็นพวกหนังสือต่างๆ ทั้งทางด้านการตลาด ความรู้ ประวัติชีวิต สถานการณ์ปัจจุบัน สารคดีเชิงข่าว ฯลฯ ที่มีความชอบและความสำคัญในตัวมันเองเท่ากันครับ

ลูกสาว - ขอถามว่า ช่วงปลายสิงหาพ่อว่างมั้ย
ตอบ ดูก่อนนะลูก ^ ^

โอเค ตอบทุกคำถามเรียบร้อยแล้วครับ คำตอบสั้นบ้าง ยาวบ้างก็แล้วแต่

[FAQ Tag ยังเปิดให้ถามอยู่นะครับ สนใจตั้งคำถาม click ที่นี่

มา up ในวันศุกร์ที่ 13 ที่เขาว่ากันว่าเป็นวันที่ไม่ดี มีอุปสรรคนานับประการ แต่ถ้าเราเลือกมองในอีกมุมหนึ่ง มันก็คือ "สุข 13" ก็กลายเป็นอีกความหมายหนึ่งได้สำหรับภาษาไทยครับ ความสุขของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกันครับ ซึ่งอยู่กับการเลือกมองของเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือว่ายิ่งใหญ่ อาจจะเป็นไปได้หรือเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ถ้าเกิดสร้างความสุขให้กับเราได้มันก็เป็นเรื่องดีทั้งสิ้นครับ เลยเป็นที่มาของการอยากลอง list ดู มาดูสุข 13 ประการของผมดีกว่า

สุข 13 ประการ

  1. ได้กินอาหารอร่อยๆ
  2. การทำงานราบรื่น ไม่มีอุปสรรคใดๆ
  3. ได้เดินไปตามเป้าหมายจนกระทั่งสิ่งที่ตั้งใจทำนั้นสำเร็จ
  4. มีคนรักที่เข้าใจกัน ทำอะไรด้วยกัน คุยกันได้ทุกอย่าง
  5. มีเงินมากพอที่พร้อมจะตอบสนองความต้องการของตนเองและคนรอบข้างเชิงปัจจัยได้
  6. ได้ไปทุกที่ที่อยากไปตามที่เวลานั้นๆ ต้องการ
  7. ได้คุย ได้รู้จักกับคนที่ต้องการรู้จักอย่างเป็นมิตร
  8. มีสื่อต่างๆ (หนังสือ / ทีวี / อินเตอร์เนต / โทรศัพท์ ฯลฯ ) ที่ครบและพร้อมที่จะติดต่อสื่อสารได้ทุกเมื่อ
  9. ฟุตบอลทีมชาติไทยได้ไปฟุตบอลโลก
  10. มีคนมา surprise ทำเรื่องที่ดีๆ ให้เราสม่ำเสมอ
  11. มีแหล่งพักผ่อนที่เหมาะสม อากาศปลอดโปร่ง โล่ง สบาย ธรรมชาติ
  12. เวลาที่จัดสรรเอาไว้เพื่อการอยู่และสำรวจตัวเองแบบนิ่งๆ
  13. ครอบครัวมีความสุข ไร้ปัญหาใดๆ ทั้งปัญหาชีวิตและสุขภาพ

ใครจะเอาไปต่อยอดทำเป็น Tag ก็ยินดีอย่างยิ่งครับ ^___^

[FAQ Tag ยังเปิดให้ถามอยู่นะครับ สนใจตั้งคำถาม click ที่นี่]

เป็นที่ถกเถียงกันพอสมควรเลยครับกับกฏหมายล่าสุดที่อนุญาตให้ผู้หญิงที่แต่งงานหรือมีการหย่าร้างสามารถที่จะเลือกใช้หรือขอกลับไปใช้คำนำหน้านามว่า "นางสาว" ได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นข้อถกเถียงทั้งทางด้านกฏหมายและทางด้านสังคมซึ่งเกรงว่าจะทำให้เกิดปัญหาต่างๆ เช่นเอกสารสำคัญทางราชการและเอกชน การจัดระบบงาน รวมถึงความไม่แน่ใจในเรื่องสถานภาพที่เคยเป็นมาว่าผู้หญิงคนนั้นได้เคยแต่งงานและมีลูกแล้วหรือยัง จะมีการโกหกหรือหลอกลวงในอนาคตหรือไม่

เรื่องนี้ผมมองแยกออกเป็น 2 ประเด็นคือการทำงาน กับเรื่องของความรักและการอยู่ร่วมกันครับ

ประเด็นแรกคือเรื่องการทำงาน ต้องยอมรับครับว่ายังมีความที่ไม่เท่าเทียมกันอยู่พอสมควรสำหรับการเลือกสมัครและพิจารณาการได้งานสำหรับผู้หญิงที่แต่งงานแล้วและยังไม่ได้แต่งงาน ผมได้อ่าน case study อันหนึ่งที่ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วและตัดสินใจกลับไปสมัครงานอีกครั้งต้องยอมโกหกตอนส่ง resume ไปว่าเป็น Ms. เพราะกลัวว่าใบสมัครนั้นจะถูกโยนลงตระกร้าตั้งแต่ยังไม่ทันได้เรียกโดนสัมภาษณ์และเมื่อได้เข้าสัมภาษณ์ สุดท้ายเมื่อได้เข้าไปสัมภาษณ์จริงๆ ก็ค่อยเฉลยให้เหล่า Human Resource ฟังว่าจริงๆน่ะ ตัวเองเป็น Mrs. นะ และสุดท้ายบริษัทนั้นก็รับเธอเข้าทำงานได้ครับ

การแบ่งแยกและการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว เป็นกติกาทางสังคมอย่างหนึ่งที่ยึดถือและใช้ประเมินกันมานานสำหรับบริษัทต่างๆ ครับ เพราะต้องยอมรับว่าการจัดสรรงบประมาณรวมถึงการคิดความเสี่ยงเพิ่มเติมในสวัสดิการของบริษัทหรือการทำประกันชีวิตต่างๆ รวมถึงการคุ้มครองสวัสดิการแรงงานที่มาจากภาครัฐ ระหว่างสาวโสดกับสาวที่แต่งงานและ / หรือมีลูกแล้วนั้นมีค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงที่ไม่เท่ากันและมาพร้อมกับการจัดสรรเงินที่ต้องเพิ่มขึ้น อย่างเช่นการจัดงบสวัสดิการค่าเล่าเรียนให้บุตร การประกันความเสี่ยงต่ออายุที่เพิ่มขึ้นด้านสุขภาพ ทั้งโรคทั่วๆไป หรือโรคผู้หญิง อย่างเช่นมะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม ฯลฯ นี่ยังไม่นับรวมปัญหาที่อาจกระทบต่อการทำงานในภายหลังที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว ไหนจะต้องห่วงลูก เดี๋ยวต้องไปรับไปส่งที่โรงเรียน หาค่าเทอม ค่านมลูก อุ้ย แล้วชั้นทำงานนี่ใครจะเป็นคนเลี้ยง เนอสเซอรี่ที่จ้างไว้จะดูแลดีหรือเปล่า สารพัดจะคิดครับ

หลักสำคัญจริงๆ ของเรื่องนี้มันอยู่ที่การบริหารชีวิตทั้ง 2 ด้านให้สมดุลครับ ทั้งทางด้านการงานและชีวิตครอบครัว พูดถึงในกรณีที่หย่าและมีลูกกันนะ ถึงแม้จะเหลือเราแค่เพียงคนเดียวก็จะต้องประคับประครองและฝ่าฟัน ทั้งตัวเราเองและเจ้าตัวน้อยที่อยู่ข้างเราอีกหนึ่งชีวิต ซึ่งเชื่อว่าทำได้ด้วยสัญชาติญาณของความเป็นแม่อยู่แล้วล่ะ ส่วนทางบริษัทหรือองค์กรเองก็ต้องหันมามองและปรับเข้าหาซึ่งกันและกัน กติกาบางอย่างที่อาจจะไม่ทันยุค ทันสมัย และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ภายในองค์กรของเราเลยทันทีก็น่าที่จะพิจารณาไว้บ้าง เมื่อภาครัฐเค้าปรับกติกากันมาขนาดนี้แล้ว เราควรที่จะหันกลับมามองตัวเองหรือไม่ ถ้าหากพวกเธอเหล่านั้นยังสามารถสร้างงานที่มีคุณค่าและทำงานได้อย่างไม่มีข้อบกพร่อง จะดีกว่าสาวโสดที่วันๆ ไม่ทำงานแล้วเอาแต่จับกลุ่มเมาท์คนนู้นคนนี้หรือเปล่า อันนี้ฝากไว้ให้คิดกันครับ

สำหรับประเด็นเรื่องตวามรัก การแต่งงานและการหย่าร้าง ต้องยอมรับว่ามีจำนวนไม่น้อยที่พอแต่งงานหรืออยู่ด้วยกันถูกต้องตามกฏหมายแล้วไม่ประสบความสำเร็จทางด้านชีวิตคู่ อาจจะเป็นการทะเลาะเบาะแว้งหรือการประพฤติตัวไม่เหมาะสม ไม่ดูแล ไม่ใส่ใจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม จากสถิติการหย่าร้างในประเทศไทยที่มีเกือบหนึ่งแสนคู่ต่อปี ทำให้เราเห็นจำนวนของผู้หญิงที่ติดสถานะนางทั้งที่หย่าร้างกันเรียบร้อยเป็นจำนวนมาก ซึ่งยังไม่รวมถึงการอยู่ด้วยกันและเลิกรากันแบบนอกกฏหมาย หรืออย่างเช่นผู้หญิงที่มีลูกและสามีไม่รับผิดชอบ อย่างกรณีของ "แวร์ โซว์" เป็นต้น หรือกระทั่งผู้หญิงที่มีอายุมากแต่ไม่ได้แต่งงาน พอใครสักคนได้เห็นว่า อ้าว ! ยังเป็นนางสาวอยู่เหรอ ก็จะถูกมองด้วยความประหลาดใจและโดนเอาไปนินทาในลักษณะของสาวใหญ่ขึ้นคานทอง ซึ่งเป็นปัญหาทางด้านจิตใจของลูกผู้หญิงหลายๆคนที่มันแทงจิ๊ดไปถึงหัวใจเช่นเดียวกัน

การใช้คำนำหน้าว่านางก็เหมือนกับการที่บ่งบอกว่ามีคู่ครอง ทั้งที่ความเป็นจริงในขณะนี้เจ้าตัวอาจจะว่างและต้องการกลับมาสู่สถานะโสดอย่างจริงๆจังๆ ผู้หญิงหลายๆคนที่ได้มีโอกาสไปเปลี่ยนคำนำหน้าที่อำเภอเรียบร้อยแล้วก็รู้สึกมีความสุขขึ้น มัันเป็นเรื่องของความสบายใจนะ ถึงใครจะมองว่าหลอกตัวเองก็เถอะ แต่อย่างน้อยที่สุดก็ได้เปลี่ยนแปลงกลับไปสู่สถานภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบันจริงๆ รวมถึงต้องการหาใครคนนั้นสักคนที่พร้อมจะดูแลเรา ก็อยากจะลองรักอีกสักครั้งนี่นา >_< สิ่งสำคัญจริงๆ ของประเด็นนี้มันคือการบอกความจริงให้แฟนของเราได้รู้ค่ะ "นี่ๆ เธอ ชั้นเคยแต่งงาน มีลูกสาวติดมาแล้วนะ เธอรับชั้นได้มั้ย แล้วเธอยังรักชั้นอยู่หรือเปล่าล่ะ ? " (แล้วปู้จายทั้งหลายก็จะบอกตามมาว่า แหม รักสิจ๊ะ ยังไงก็รักจ๊ะ แต่สิ่งที่พูดกับเรากับในใจเค้ามันจะตรงกันหรือเปล่า อันนี้ไม่แน่ใจ 5555+)

และสำหรับคุณผู้ชายที่กลัวเรื่องที่ว่าเหล่านางสาวที่หมายตาเอาไว้จะเกิดมาจากการย้อนกลับมาเปลี่ยนหรือเปล่า ขอบอกเลยว่า ถ้าจะตัดสินชีวิตและดูคนๆ หนึ่งคนแค่เพียงคำนำหน้าชื่อ ก็อย่าคบกันเลยดีกว่าค่ะ ! ชีวิตคู่มันอยู่ที่ความไว้วางใจ เข้าใจและซื่อสัตย์ต่อกันนะคะ ! =*= (ชักเริ่มเข้าโหมดนางสาว)