จริงๆ ช่วงเวลาที่ผ่านมาก็เข้าไปดู เข้าไป comment ในหลายๆ blog ในช่วงเวลา 2 สัปดาห์กว่าๆ ที่ผ่านมา ซึ่งถ้าไม่นับการเอาข่าวมาแปะก็เป็นเวลา 20 วัน แล้วนะครับจากการ up blog ครั้งล่าสุด คงเป็นเพราะหลายๆเรื่องที่กำลังทำอยู่นั้นอาจทำให้รู้สึกอ่อนล้า และไม่ in the mood ในการ up พอเข้าไปดูก็ตกใจเองเหมือนกันครับที่ตัวเองห่างจากการ up blog ไปนานขนาดนี้ เพราะว่าโดยเฉลี่ยจะมี entry ใหม่ในเวลาทุกๆ 5 วัน รู้สึกว่าตัวเองต้องมาแผ้วถางและปัดฝุ่นในนี้ให้บ่อยขึ้นซะแล้วล่ะครับ

มีวลีหนึ่งกล่าวไว้ทำนองว่า "หากไม่เหน็ดเหนื่อย นั่นแปลว่ายังไม่ได้มีการลงแรงทำงาน" การทำงานต่างๆ นั้นจะมาคู่กับคำๆนี้เสมอทั้งความเหนื่อยจากการทำงานและเรื่องราวรอบตัว และเหนื่อยนี่เองที่จะมาคู่กับคำว่า ล้า เมื่อล้าแล้วสิ่งที่ช่วยให้หายอ่อนล้าจากเรื่องต่างๆ ก็หนีไม่พ้นการพักผ่อนในรูปแบบต่างๆ กันไปครับ ส่วนตัวแล้วก็มักจะไปเดินห้าง บางคราวก็ไปเดินเล่นในซุปเปอร์มาร์เกตหาซื้อของมาทำกับข้าวกินกันบ้าง หรือฟังเพลง แต่สิ่งที่สุดยอดของการเติมพลังงานให้กับชีวิตนั่นก็คือการนอนหลับพักผ่อนครับ

หลายครั้งแล้วครับที่ลุยงานหนักๆ แล้วหาสารพัดวิธีที่จะทำให้ตัวเองผ่อนคลาย สามารถทำงานและคิดสร้างสรรค์ผลงานได้มากขึ้น สุดท้ายแล้วก็เป็นเรื่องง่ายๆ อย่างการนอนหลับนี่ล่ะครับที่ช่วยได้ ส่วนมากถ้าไม่มีอะไรที่ต่อเนื่องมักจะขอ siesta ตั้งแต่ครึ่งจนถึง 1 ชั่วโมงเวลาที่คิดอะไรต่อเนื่องแล้วคิดไม่ออกครับ เพราะบางทีที่เราตื่น เราก็จะนึกถึงเรื่องราวสารพัดที่ติดตรึงอยู่ในสมอง ที่แวบเข้ามาเหมือนรถแข่งและชนกันจนวุ่นวาย บางครั้งก็ไปเบียดเบียนเรื่องราวต่างๆจนยุ่ง ยิ่งคิดไปก็ยิ่งทำอะไรไม่ออก ซึ่งสู้การปล่อยให้ความคิดดีๆ แวบเข้ามาไม่ได้จริงๆ ครับ

ใครที่รู้สึกประสบปัญหาเดียวกัน ลองตั้งสมาธิดูครับ อาจจะไม่ต้องนอนหลับก็ได้ ลองปล่อยจากเรื่องทุกอย่าง เรื่องหลายๆเรื่องที่ยังตีค้างอยู่ในสมองก็จะจัดระเบียบและทุกอย่างจะเย็นลง เส้นสายแห่งความคิดที่ยุ่งเหยิงจากรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่เข้ามาพันกันก็จะถูกยืดตรงและดูง่ายมากขึ้น ส่วนตัวแล้วเกือบครึ่งหนึ่งของเรื่องต่างๆ ที่นำไปวางแผนและปฏิบัติต่อก็เกิดจากการที่ปล่อยและไม่ได้ตั้งใจคิด ให้ความรู้สึกและจิตใจของตัวเองที่ใสๆ ว่างๆ ไม่มีตะกอนขุ่นคอยบอกคำตอบว่าควรจะเดินหน้าและปฏิบัติต่อไป เมื่อได้ความรู้สึกตรงนั้นความล้าจะหายเป็นปลิดทิ้งและพร้อมที่จะลุยต่อในวันข้างหน้า

หากวันนี้รู้สึกล้า ลองปล่อยตัวเองให้ว่างๆ ค่อยมาตั้งกระดาน แล้วเดินต่อไปครับ ^ ^

" ตามข่าวที่มีการเผยแพร่ข้อมูลทาง Internet  เรื่อง การปรับเวลาประเทศไทย ให้เร็วกว่าเวลาปัจจุบัน 30 นาที ไม่เป็นความจริง
สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ ขอเรียนให้ทราบว่า สถาบันฯ มีหน้าที่จัดทำและรักษาเวลามาตรฐานตามระบบสากล และให้บริการถ่ายทอดเวลามาตรฐานโดยการปรับเทียบเวลามาตรฐาน เพื่อให้ผู้ที่ต้องการมีเวลาที่ถูกต้องเที่ยงตรงสามารถนำไปใช้ได้ ไม่ได้เป็นการปรับแก้เวลา หรือปรับเปลี่ยนเวลาใดๆทั้งสิ้น ตามที่เป็นข่าว "

ที่มา:  สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ

ข่าวสารเดี๋ยวนี้ถูกส่งต่อไปไวครับ ซึ่งบางทีก็ไม่ได้มีการตรวจสอบที่มาและความถูกต้องซะก่อน จนตอนนี้ forward กันยกใหญ่และต้องแก้ไขไม่ให้คนเข้าใจผิดกันอีก เพราะฉะนั้นควรรับข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณครับ ใครที่มีการมาบอกเรื่องนี้ก็แก้ไขให้เข้าใจตรงกันด้วยนะครับ

Man-Made Ceremony (Olympic)

posted on 09 Aug 2008 03:49 by nora  in General

วันนี้หลังจากได้มานั่งดูการฉลองพิธีเปิดย้อนหลังอย่างจริงจังทาง NBT ก็ทึ่งครับกับการใช้คนเป็นจำนวนนับหมึ่นคนมาใช้ในการแสดงพลังความสามัคคี ถ่ายทอดประวัติศาสตร์และเอกลักษณ์ ผ่านม้วนกระดาษจำลองจาก LED ขนาดยักษ์ กระดาษและพู่กันจริงๆ ที่นักแสดงแต่ละกลุ่มวาดลวดลายได้อย่างพอเหมาะพอเจาะกลางสนามกีฬารังนก หรือแม้กระทั่งการจุดคบเพลิงที่ยังรักษาความเป็นม้วนกระดาษที่ถ่ายทอดการวิ่งคบเพลิงจากเอเธนส์มาจนจบที่กรุงปักกิ่ง

 


 

อีกสิ่งที่เจ้าภาพพยายามแสดงออกและเป็นเอกลักษณ์ชัดเจนของการแสดงพิธีเปิดในครั้งนี้ที่กำกับโดย "จางอี้โหมว" คือการใช้คนเป็นจำนวนมาก และใช้มากกว่าพิธีเปิดหลายๆครั้งที่ผ่านมา เพื่อแสดงออกถึงพลังแห่งความพร้อมเพรียงของประชากรจีน ผสมผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการแสดงแต่ละชุด ไม่ว่าจะเป็นการตีกลองจีน การแสดงกังฟู การแปรขบวน อักษร รูปร่าง หรือการร่ายรำต่างๆที่มีความสวยงามตระการตา ซึ่งถ้าหากขาดการฝึกฝนอย่างแม่นยำแล้วคงไม่สามารถแสดงร่วมกันได้สวยงามเป็นที่ประทับใจของหลายๆ คนเช่นนี้

 

 

ด้วยโลกยุคใหม่ที่พยายามเน้นศักยภาพของคนในการทำงานอย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น จึงเป็นสิ่งที่แต่ละประเทศให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ และจีนก็มีตัวอย่างง่ายๆ จากการคัดสรรนักแสดง หรือแม้กระทั่งการคัดสรรอาสาสมัครต่างๆ สำหรับโอลิมปิคที่มีผู้ให้ความสนใจมากกว่าจำนวนที่ต้องการนับสิบเท่า และมีความเข้มข้นในการฝึกฝนในแต่ละสายงานนั้น เป็นการเตรียมความพร้อมต่างๆ เพื่อวันนี้ ในวันที่สายตามากมายจับจ้องไปที่จีนว่าจะสามารถจัดการงานที่เป็นหน้าเป็นตาของประเทศได้ดีสักเพียงไหน

ความหมายแฝงของกระดาษม้วนที่บันทึกเรื่องราวของอารยธรรมจีนมากกว่า 4,000 ปี คือการถ่ายทอด บันทึกเรื่องราว และส่งต่อ จากรุ่นสู่รุ่น จากทวีป สู่ทวีป จนมาถึงคบเพลิงที่เป็นทรงกระดาษม้วนที่เปรียบเสมือนกับการบันทึกเรื่องราวบท ใหม่จากการถ่ายทอดและขีดเขียนโดยการวิ่งคบเพลิงไปยังที่ต่างๆ ทั่วโลก การจุดพลุรอยเท้า 29 ย่างก้าวจากจัตุรัสเทียนอันเหมินมายังสนามกีฬานั้นเปรียบได้กับการก้าวจาก ประวัติศาสตร์จีนใหม่ยุคเริ่มต้น มาสู่ยุคจีนที่เปิดกว้างด้านการค้า การลงทุน เป็นจีนที่เปลี่ยนโฉมหน้าจากประเทศม่านไม้ไผ่ สู่จีนที่มีการเติบโตทางอุตสาหกรรมต่างๆ ในอัตราที่สูงลิบลิ่ว

 

 

และจีนน่าจะใช้โอกาสนี้ในการขีดเขียนสารเพื่อบอกกับชาวโลกเช่นกันว่า "พวกเราพร้อมแล้ว" กับการที่จะใช้ศักยภาพคนที่มีความพร้อมในการพัฒนาประเทศให้ก้าวไปสู่มหาอำนาจทุกด้านในวันข้างหน้าครับ

------------------------------------------------------------------------

สุดท้ายขอไว้อาลัยให้กับการจากไปของคุณ "ยอดรัก สลักใจ" เมื่อตี 1 ด้วยนะครับ