General

Segmentation & Fragmentation

posted on 03 Jan 2011 14:56 by nora in General
เมื่อวันก่อนได้อ่านข่าวเรื่องสื่อในญี่ปุ่น ในยุคปี ค.ศ. 2011 ที่แต่ละค่ายเตรียมตัวพร้อมใจกันจะกระโดดเข้าไปขายหนังสือและนิตยสารในญี่ปุ่นแบบ e-book ทั้งบน iPhone iPad หรือโทรศัพท์มือถือแล้วไปสะดุดกับนิตยสารเล่มหนึ่งที่ทำออกมาขาย ในยุคที่สื่อสิ่งพิมพ์กำลังดิ้นกันหนักจนต้องหยิบมาพูดถึง
 
นิตยสารเล่มนี้มีชื่อว่า Glow ซึ่งประกาศตัวเองชัดเจนมากว่าเป็นนิตยสารที่จับกลุ่มตลาดสาววัย 40+ ซึ่งถ้าให้เรานึกจินตนาการคนอายุ 40 ในญี่ปุ่น เชื่อว่าแต่ละคนคงนึกสภาพว่าแต่ละคนจะเริ่มออกแนวผู้หญิงสูงวัย เป็นแม่บ้านที่จับกลุ่มเมาท์กัน แต่งตัวก็เชยลง ไม่จัดจ้านเท่าสมัยวัยสาว
 
แต่ถ้ามีกลุ่มหนึ่งลุกขึ้นมาประกาศตัวเองว่าฉันจะทำตัวสวยปิ๊งแบบตามวัย แฟชั่นจัด ๆ แบบไม่ต้องห่วงเรื่องวัยล่ะ ?
 
คำตอบเลยออกมาเป็นนิตยสารเล่มนี้ที่มีการแนะนำต่าง ๆ ไม่ต่างกับนิตยสารกลุ่มสำหรับคนวัยทีนเอจหรือ 30 - 40 แต่แนะนำสิ่งต่าง ๆ ให้เหมาะสมออกมาตามวัย ด้วยสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปที่ผู้หญิงญี่ปุ่นออกมาทำงานนอกบ้านด้วย และขึ้นมาเป็นผู้บริหารหรือผู้นำในการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ มากขึ้น ใครอยากลองดูรายละเอียด ลองคลิกเข้าไปตามต่อได้ที่ http://tkj.jp/glow
 
ที่หยิบตัวอย่างนี้ขึ้นมาเพราะนี่คือสัญญาณอย่างหนึ่งของโลกใบนี้ที่มีความหลากหลายมากขึ้น สมัยก่อนเรามักจะตีความพฤติกรรมตามกลุ่มอายุว่าส่วนใหญ่กลุ่มคนอายุเท่านั้นเท่านี้ เพศนู้นนี้จะชอบสิ่งใดสิ่งหนึ่งเหมือน ๆ กัน ทำให้การวางแผนสินค้า สื่อ และบริการต่าง ๆ ออกไปในทิศทางเดียวกันหรือใกล้เคียงกันซะหมด
 
แต่ในทางกลับกัน เมื่อโลกเข้าสู่ยุคที่แต่ละคนเลือกแนวทางชีวิตให้เข้ากับตนมากขึ้น ดังตัวอย่างข้างบนที่ผู้หญิงอายุ 40 ก็ไม่จำเป็นต้องแต่งตัวแก่ หรือว่าทำตัวสูงวัยเสมอไป หรืออีกตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนคือการเกิดขึ้นของโทรศัพท์มือถือที่สามารถลงโปรแกรมให้เข้ากับการใช้งานของตัวเอง บางคนก็ติดตามข่าวสาร หุ้น ในขณะบางคนอยากที่จะอัพเดทแฟชั่น นั่งเล่นเกม หรือพกหนังสือสวดมนต์ พกไบเบิลเข้าไปอ่านในมือถือเป็นต้น
 
เราอยู่บนโลกของความหลากหลายมากขึ้น การเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตนเองนั้นมีมากขึ้น จนเรากะเกณฑ์สิ่งที่ผู้คนส่วนรวมจะชอบได้ยากขึ้นทุกที ดังนั้นการตอบสนองการผลิตต่อสินค้าและบริการจึงเป็นไปในแนวทางการจับกลุ่มความชอบขึ้นเรื่อย ๆ วัยรุ่น 100 คน มี 100 อย่างที่ชอบไม่เหมือนกัน เพียงแต่กว่าผู้คนที่ชื่นชอบเรื่องราวต่าง ๆ เหมือนกันจะมีมากน้อยเพียงใดเท่านั้น
 
โลกแบบนี้ทำให้คนทำสื่อต้องคิด ผู้ให้บริการกับผู้คนต้องวางแผน และผู้ตอบสนองความชอบต้องพลิกแพลงเพื่อให้ถูกใจแต่ละคนให้ได้จริง ๆ

ชื่อนั้นสำคัญฉะนี้

posted on 31 Dec 2010 12:50 by nora in General
ไม่ได้เขียนบล๊อกซะนานแล้ว ไหน ๆ ก็ขอเขียนปิดท้ายปี 2010 กับเรื่องที่พึ่งเขียนเป็นข่าวซะหน่อย กับเรื่องการฟ้องของ Buzz Aldrin หนึ่งในนัีกบินอวกาศอพอลโล่ 11 ที่ไปเหยียบดวงจันทร์ ซึ่งฟ้องบริษัท Topps เพราะว่าเอาชื่อไปใช้ทำการ์ดสะสมโดยไม่ได้รับอนุญาต
 
ข่าวเต็ม ๆ ลองไปอ่านได้ที่ : http://www.thecardz.com/2010/12/31/buzz-aldrin-apollo-11-sue-topps
 
ตามข่าวมีการประเมินว่าค่าตอบแทนที่ควรได้รับจากการเอาชื่อไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตมีมูลค่าสูงถึง 750,000 ดอลล่าร์สหรัฐ เพราะว่าเนื่องจากเป็นบบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์โลก จึงถูกเอาภาพและชื่อไปใช้ในการโปรโมตมากมายตั้งแต่ชุดอวกาศ ยันสตอรเบอร์รี่อบแห้ง
 
ลองนึกสภาพว่าถ้าเราเป็นนาย ก. นาย ข. คงไม่มีใครที่ไหนอยากเอาไปโปรโมตคู่สินค้า แต่เมื่อเราเป็นใครสักคนที่ผู้คนรู้จัก ความมีอิทธิพลในการผูกไปกับตัวสินค้า หรือที่เรียกว่า Presenter นั้นก็ก่อให้เกิดความน่าสนใจพอควร แม้ว่าในยุคนี้การนำดารามาใช้นำเสนอสินค้าอาจจะมีอิทธิพลน้อยลงแล้วก็ตาม แต่นักการตลาดทั้งหลายก็หันไปผูกกับผู้มีอิทธิพลทางการตัดสินใจในกลุ่มนั้น ๆ หรือ Influencer เข้ามานำเสนอแทน
 
ความสำคัญของการมีชื่อเสียงและการเป็นที่รู้จักของแต่ละคนอาจจะทำให้มีโอกาสหรือเข้าถึงสิ่งใดที่ต้องการได้ง่ายขึ้นและมากขึ้น ทั้งเงินทอง ชื่อเสียง โอกาสในการทำงาน โอกาสในการรู้จักผู้คนอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องการคลุกคลี เสมือนใบเบิกทางที่มีคนสนใจและจับจ้องมากขึ้น
 
แต่ในอีกด้านหนึ่ง การมีชื่อเสียงก็เหมือนการขึ้นหลังเสือ เวลานั่งอยู่ข้างบนก็มีความสง่า แต่วันดีคืนดีอาจจะโดนกัดจากการมีชื่อเสียงได้เช่นกัน ทั้งการพลัดตกลงมาเอง หรือการเป็นเป้าที่โดดเด่นต่อการโดนสอยลงมาข้างล่าง ยังไม่นับการที่จะต้องอยู่บนหลังเสือให้ได้อย่างมั่นคง ซึ่งเปรียบเสมือนการรักษาชื่อเสียงให้พึงอยู่ให้ได้ยาวนานตราบใดที่เราต้องการที่จะยืนอยู่ในจุดนั้น
 
การที่จะต้องรักษาและปกป้องชื่อเสียงของตนในแต่ละคนขึ้นอยู่กับวิสัยว่าใครตั้งกฏเกณฑ์กับตัวเองว่าเป็นอย่างไร เราจะคอยตั้งรับตลอดเวลาหรือเปล่า หรือจะรุกแต่เสี่ยงต่อการเจ็บตัว ตอบโต้ทุกครั้งที่มีโอกาสให้ได้ตอบโต้  เพื่อผลประโยชน์ที่ตนเองพึงจะได้ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปการณ์ใด
 
ใครจะทำอย่างไรกับชีวิตนั้น ตัวเราก็คงตอบให้แทนคนอื่นให้ไม่ได้ แต่ก็มีอีกคติหนึ่งของการมีชื่อเสียง คือการมองทุกสิ่งให้เป็นอนิจจัง มาแล้วก็ดับไป ไม่เที่ยงแท้คงทน ..... สู้ไป สุดท้ายแล้วก็เป็นเช่นนั้นเอง..........
 
สวัสดีปีกระต่าย ขอให้เฮง ๆ กันถ้วนหน้าเป็นกระต่ายที่กระโดดเด้งอย่างร่าเริงนะ ^ ^

ขอแค่ได้ลอง

posted on 25 Nov 2010 00:23 by nora in General
เรื่องนี้ว่าจะเขียนตั้งแต่เมื่อ 2 วันก่อน แต่ว่าโดนลากยาวมาจนถึงวันนี้กับเรื่องของการไปซื้อโทรศัพท์มือถือ ที่สุดท้ายการตัดสินใจซื้อ เกิดจากการแค่ได้ลองของ ลองสินค้าอย่างเต็มที่จนพอใจ
 
จริงอยู่ว่าการเปิดโอกาสให้ทดลองสินค้าไม่ใช่เรื่องที่ใหม่อะไร เราเดินไปซุปเปอร์มาร์เกตก็ได้ชิมของกินนู่นนี่ให้รู้สึกว่ามันน่าอร่อย น่าซื้อกลับไปกินต่อที่บ้าน แต่กับสินค้ามูลค่าสูง อย่างน้อยก็หลักพันกับโทรศัพท์มือถือนี่แหละ ที่ทำให้ได้บทเรียนทางการตลาดเห็น ๆ และขออนุญาตเอ่ยนามยี่ห้อด้วย
 
ครั้งแรกสุดที่มีการตัดสินใจซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ให้สมาชิกในครอบครัว เราตัดสินใจกันว่าจะซื้อโทรศัพท์ราคา 4,190 บาท แบบ Bar Type จากโนเกีย หลังจากที่ศึกษาข้อมูลและตัดตัวเลือก งบประมาณให้อยู่ในราคาไม่เกิน 5,000 บาท
 
จริง ๆ ในวันนั้น สมาชิกครอบครัวก็น่าจะได้หอบหิ้วโทรศัพท์มือถือของโนเกียกลับบ้านแล้ว แต่มีปัจจัยหนึ่งที่สำคัญมาก ที่ทำให้เราต้องเปลี่ยน คือการที่ไม่มีสินค้าให้ทดลองเล่นใน "โนเกียช๊อป" ให้ทดลองจับของจริง ให้ลองเล่นว่าชอบหรือเปล่า มีแต่ตัวดัมมี่ (โทรศัพท์ที่มีแต่โครง) ให้ลองจับดูเท่านั้น
 
แล้วก็เป็นปัจจัยจากการได้ลองเล่น ลองเลือกเหมือนกัน ที่ทำให้หนีไปเลือกโทรศััพท์มือถือ Touch Screen จากซัมซุง ในราคา 5,990 บาท ทั้งที่ตอนแรกไม่มีการตัดสินใจเลยว่าจะซื้อแบบ Touch Screen เพราะกลัวการใช้งานยาก แถมเกินงบไปอีกต่างหาก !
 
แต่พอพนักงานเปิดตู้ ให้ลองจับ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ประมาณ 1 ชั่วโมง เราได้เล่นโทรศัพท์ของซัมซุง ทั้งรุ่นถูก รุ่นแพงกันให้หนำใจเรียบร้อยแล้ว หลังจากได้จับ สัมผัส และพึงพอใจในความเร็วและรูปร่างด้วยสายตา จากการได้สัมผัสมือถือจริง ๆ การให้ข้อมูลที่ครบถ้วน ก็ทำให้เกิดการ "เคาะ" ขึ้นมาได้
 
เหตุการณ์ที่ผ่านไปไม่นานทำให้เห็นได้ว่า สินค้าบางประเภทที่มีราคาสูงก็ควรที่จะให้ได้มีการทดลองจริง ๆ เพราะอย่างน้อยข้างตัวก็เกิดการซื้อจริง ๆ จากการเปรียบเทียบที่เจ้าหนึ่งไม่เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ทดลองสินค้าจริง แต่อีกเจ้าหนึ่งเปิดให้ทำทุกอย่างได้เต็มที่ แม้กระทั่ง Galaxy Tab ที่วางแอ้งแม้งอยู่ข้าง ๆ
 
กลยุทธ์การทดลองสินค้าเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งที่น่าสนใจ และการกำหนดอย่างแม่นยำว่าความพอดีของการให้ทดลองสินค้าอยู่ที่จุดไหน จะลองให้อ่านหนังสือบทแรกดีหรือเปล่า หรือว่าให้ลองชิมไอติมช้อนเล็ก ๆ แบบรู้รส หรือจะให้ลูกค้าทดลองขับรถเพื่อทดสอบสินค้าดี
 
แต่ละคนก็คงจะต้องวางแผนกันไปว่าการทดลองแบบไหนจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทั้งลูกค้า และผู้ประกอบการต่าง ๆ แต่สำหรับเคสนี้ เงินที่โนเกียน่าจะได้ในวันนั้น กลับไปตกอยู่ในมือของซัมซุงเป็นที่เรียบร้อย เพราะความแตกต่างของการได้ลองสินค้าจริง ๆ เท่านั้น !
 
ป.ล. ตอนโนเกียเปิดช๊อประยะแรก มีให้ลองเล่นจริงทุกรุ่นนะ แต่มันก็เป็นอดีตไปแล้ว