General

 

 

ปรกติเป็นคนชอบอ่านกระทู้ครับ และห้องหนึ่งที่ชอบเข้าไปอ่านรายละเอียดก็คือห้องโต๊ะเครื่องแป้งใน pantip และหนึ่งในกระทู้ยอดฮิตของเหล่าบรรดานักช๊อปที่สิงสถิตอยู่ในห้องแป้งก็คือกระทู้งานเซลล์สินค้าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องสำอางค์ รองเท้า กระเป๋า และอื่น ๆ อีกมากมาย รวมถึงมาโพสต์ของที่ตัวเองซื้อกันตอนหลังจากงานและบอกค่าเสียหายรวมกัน

แถมช่วงสิ้นปีนี้เหมือนกับเป็นเทศกาลชั้นดีที่บรรดาห้างสรรพสินค้าและบริษัทต่าง ๆ พากันจัดงานลดราคาประจำปีในหลายจุดประสงค์ ทั้งเป็นเดือนที่ลูกค้ามีกำลังการซื้อสูงเพราะได้โบนัสจากบริษัท เป็นเทศกาลปีใหม่ที่ต้องซื้อของขวัญให้แก่กันและกัน รวมถึงการระบายสินค้าออกจาก Stock หรือกลับทิศกันก็คือการเปิดตัวสินค้าใหม่ไปเลย และการจัดสินค้ามาเป็นชุด ๆ ไม่ว่าจะเป็นช๊อกโกแล๊ต ขนมขบเคี้ยว เครื่องสำอางค์ สินค้ากลุ่มสุขภาพ และอะไรก็ตามที่เจ้าของบริษัทจะหาไอเดียมาจัด package ได้

แน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาก็คือ.... อุ๊ย ! อันนู้นก็อยากได้ อันนั้นก็น่ากิน เอาช๊อกโกแล๊ตไปตุนไว้ในตู้เย็นก็ดีนะ อันนี้ลดตั้ง 60% แน่ะ อันนี้ซื้อ 3 ชิ้นแถม 2 ชิ้นเชียวนะ ส่วนเสื้อผ้่านี่ก็ซื้อชิ้นต่อไปลดครึ่งราคาด้วย อ๊ะ ! O w O นั่นก็กระเป๋าถือที่เล็งมานาน ถูกจัง แถมถูกใจมากเล๊ย > w < ~.............. (แน่นอนว่ามันไม่จบง่าย ๆ แน่)

สารพัด Gimmick ที่ถูกงัดมาใช้และล่อตาลอใจคนซื้อ จนกว่าจะรู้ยอดรวมการช๊อปตัวเอง บัตรเครดิตรูดจนเกือบเต็มวงเิิงิน หรือไม่ก็ซื้อของมากกว่าเดือนอื่น ๆ  3-5 เท่าตัว จนนั่งกลุ้มว่าตังค์ชั้นทำไมมันเกลี้ยงเร็วขนาดนี้ เราจะซื้อมาทำไมน้อ = [] =" ไม่น่าเห็นแก่เสื้อราคา 199 บาทเลย ก็ตอนแรกเห็นมันถูกนี่.... T . T และอีกสารพัดคำบ่นให้ตัวเองและคนข้าง ๆ ได้ฟังเหมือนเล่นเพลง Repeat (เพราะเดี๋ยวนี้ไม่มีกรอเทปแล้ว 5555+) แบบ Pause ไม่ได้

อย่ากระนั้นเลย หนุ่มสาวนักช๊อปทั้งหลาย มาสำรวจตัวเองก่อนจะลงสู่สนามการช๊อปเป็นข้อ ๆ ก่อนลุย จะได้ไม่ปวดหัวหลังผ่านเข้าสู่ปีใหม่และพบว่ากระเป๋าตัวเองแห้งผากดีกว่า ^ ^

1. ของช๊อปอะไรเป็น Need ของช๊อปอะไรเป็น Want

ข้อนี้เหมือนกับกฏการช๊อปทั่วไป แต่อาจจะยืดหยุ่นได้เป็นพิเศษสำหรับใครที่เก็บตังค์แบบกันส่วนเพื่อรอซื้อของชิ้นนั้นมานาน และรอเทศกาลลดถล่มทลายทั้งหลาย แต่ยังไงเราก็ต้องมานั่งสำรวจตัวเองอยู่ดีว่า ของชิ้นนั้นถ้าเราไม่มี ชีวิตเราจะแย่ลงมั้ย ของอะไรที่เรามีจะเกิดอาการสุขใจ แยกออกมาให้ชัดเจนก่อน และตั้งคำนวณงบประมาณเอาไว้ในใจ ยอมให้เราบวกลบได้เล็กน้อยสำหรับของที่ไม่อยู่ในแผน

แต่อย่าถึงขั้นตั้งงบเผื่อ 1 เท่าตัวเลยนะ ^ ^" สู้เราตั้งงบประมาณที่แท้จริงที่เราจะจ่ายได้นี่ดีกว่าเยอะัเลย

 

2. สำรวจโปรโมชั่นแต่ละที่ และสถานที่ต่าง ๆ ให้เรียบร้อย

นี่คือข้อได้เปรียบจากช่วงปรกติที่แต่ละบริษัทหรือแต่ละห้างอาจจะสลับช่วงกันโปรโมต แต่ว่าในเทศกาลปีใหม่ก็ไม่มีใครยอมน้อยหน้าใครอยู่แล้วในการแข่งกันทำโปรโมชั่น รวมถึงเทศกาลเซลล์ของบริษัทและศูนย์ประชุมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสหพัฒน์เอย ศูนย์สิริกิติ์เอย ไม่ต้่องพูดถึงเซนทรัล เดอะมอลล์ พารากอน & ETC. แต่ละที่พากันพาเหรดมาอยู่แล้ว

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทำได้คือการตรวจสอบทั้งสินค้าที่ร่วมรายการว่าเป็นของที่อยู่ในข่ายที่เราจะซื้อหรือเปล่า ถัดมาก็มาสำรวจบัตรต่าง ๆ ที่เราถือ ทั้งบัตรเครดิต หรือบัตรสมาชิกร้านค้าและห้างต่าง ๆ ว่าให้สิทธิพิเศษอะไรเราบ้าง แต้มสะสมที่เราซื้อของมานานเอาไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง ถ้าวางแผนตรงนี้ดี ๆ เราจะสามารถลดรายจ่ายจากการช๊อปจากที่ได้ส่วนลดอยู่แล้วในเทศกาลปีใหม่

 


 

3. โปรดระวังการช๊อปเพลินจากบัตรของขวัญ (Gift Voucher)

สิ่งหนึ่งที่หลาย ๆ คนมักจะได้รับในเทศกาลปีใหม่ก็คือ Gift Voucher ต่าง ๆ จากร้านค้า ไม่ว่าจะเป็นได้กินของฟรีบ้างล่ะ คูปองส่วนลดหรือคูปองใช้แทนเงินสดบ้างล่ะ การแจกคูปองเป็นกลยุทธ์ทางหนึ่งของบรรดาร้านค้าที่หวังว่าลูกค้าจะซื้ออะไรเพิ่มนอกเหนือจากที่ลูกค้าได้สิทธิพิเศษมา

ถ้าเป็นคูปองส่วนลดหรือคูปองเงินสดก็ชัดเจน ยังไม่มีปัญหาเท่าไหร่ แต่หลายคนก็อาจจะตกหลุมกับเงื่อนไขตัวเล็กยิบย่อยที่ชวนให้เรามองข้ามไป แล้วก็ไปหน้าเอ๋อตอนจ่ายตังค์ที่เคานเตอร์แล้วก็ อ้าว มันต้องใช้แบบนี้เหรอ เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะได้คูปองอะไรมา เราต้องดูเงื่อนไข รายละเอียด รวมถึงวันหมดอายุของคูปองใบนั้น ๆ ก่อนด้วย และที่สำคัญ คนหลงกล ได้คูปองแทนเงินสดมา 4,000 แต่ช๊อปจริงน่ะเป็นหมึ่น เพราะเห็นว่ามีเงินฟรีตั้ง 4,000 กันมาแล้ว ร้านค้ารับคูปองพร้อมบัตรเครดิตก็ยิ้มแฉ่งกันไป

ถ้าคนจะซื้อเยอะอยู่แล้ว เรื่องที่ยกมาข้างบนถือว่าได้ประโยชน์กันไปทั้ง 2 ฝ่าย แต่ถ้าเป็นนักช๊อปแบบ budget ล่ะก็ อย่าเผลอตัวเผลอใจเป็นอันขาดล่ะ !

 

4. ตรวจสอบสินค้าที่กองกระบะลดราคาให้ดีก่อนจ่ายตังค์

Sale ! Clearance Sale ! Super Sale ! End of year sale ! ป้ายพวกนี้ทำเอาสายตาเราพร่ามัวไปชั่วขณะ สติขาดความยั้งคิดและวิ่งปรี่ไปเกาะที่กระบะเพื่อแย่งตบตีกับคนข้าง ๆ ที่รุมเข้ามาจิกของแต่ละชิ้นออกไป เพราะว่ามันปักป้ายถูกเหลือทนจนอยากจะรีบควักแบงค์พันออกมาแลกกับของที่อยู่ในมืออย่างเร็ว

ช้าก่อน !  อย่าลืมว่าสินค้าส่วนใหญ่ที่มีการลดราคา หรือโละราคาออกไปมักจะเป็นสินค้าที่ไม่รับคืน ถ้าเป็นเสื้อผ้าหรือ รองเท้า กระเป๋า หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าก็ต้องตรวจเช็คสภาพสินค้าให้ดี รอยตำหนิ ของผิดสเป็คมีมั้ย ระยะการรับประกันเท่าไหร่ เรารับเงื่อนไขได้หรือเปล่า ยิ่งของที่มีวันหมดอายุ อย่างเช่นของกินหรือเครื่องสำอางค์ยิ่งต้องตรวจ ผลิตออกมาเมื่อ 3 - 4 ปีที่แล้ว หรือจะหมดอายุในอีก 2 เดือนข้างหน้าล่ะ เราจะกินทันมั้ย ใช้ทันหรือเปล่า

อย่าคิดจะเสียเงินน้อย เพื่อให้เราท้องเสียหรือหน้าพังตอนหลังเลยครับ

5. ยิ่งตัวรวม Package ยิ่งตัวดี ของหมดอายุมีต้องโวย

ต่อเนื่องจากข้อ 4 เราเจอกันมากเรื่องการสอดใส้ของที่หมดอายุ ซึ่งจะพบกันมากในกระเช้าของขวัญที่รวมห่อกันไป แล้วเรามักจะไม่ได้ตรวจสอบสินค้าด้วยความเชื่อใจว่าของมันจะใหม่จริง ๆ และกลายเป็นช่องโหว่ของผู้ค้าบางคนที่เอาเปรียบลูกค้าโดยการยัดใส้ของที่หมดอายุหรือใกล้หมดอายุเต็มทดและคิดในราคาบวกตะกร้าหรือ Package อื่น ๆ อันสวยหร เพราะฉะนั้น เช็คได้ เช็คครับว่าเป็นของใหม่จริง ๆ อย่าลืมว่าเรามีสิทธิตรวจสอบในฐานะผู้ซื้อสินค้า

อีกประการคือ Package ล่อตาล่อใจ มีของสิบกว่าอย่าง เห็นแล้วสวยมาก อยากซื้อกล่องยกกล่องไปเป็นพัน  ถ้าเกิดเราคิดว่านี่เป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ลองสินค้าอื่น ๆ ของบริษัทเค้าในราคาพิเศษ ก็ซื้อไปเถอะครับ หรือถ้ายิ่งถูกใจของเค้าทั้งบริษัท (มักพบมากในขนม + ช๊อกโกแล๊ต) ก็ยิ่งเป็นโบนัสไปใหญ่

แต่ถ้าลืมคิดไปว่าเราใช้จริงแค่ 2 - 3 อย่างนะ ระวังจะเกิดอาการ " ชั้นซื้อมาทำไม = [] = " กำเริบหลังเทศกาล

6. ตรวจสอบใบเสร็จให้สอดคล้องกับโปรโมชั่นและเงินที่ต้องจ่ายจริง

หลาย ๆ ครั้ง พนักงานก็อาจจะเกิดอาการมึนและส่งใบเสร็จสินค้ามาคิดเราแบบราคาผิด ๆ ถูก ๆ บางครั้งอาจจะแกล้งทำมึนคิดราคาแพงกว่าป้ายที่แปะไว้ เพราะฉะนั้นเราต้องตรวจใบเสร็จใ้ห้ดี ก่อนที่จะจ่ายสินค้า และระวังการสับเปลี่ยนของสินค้าในแต่ละถุง ให้ชัวร์ว่าเป็นของที่เราซื้อจริง ๆ

ถ้าเกิดปัญหาขึ้น อย่าเก็บข้อสงสัยไว้กับตัวแล้วมาทักท้วงตอนหลัง ให้สอบถามทันทีที่จุดชำระเงิน แม้ว่าเราอาจจะผิดและทำเอาหน้าแตกทีหลัง เพราะเค้าคิดถูกแล้ว แต่ถ้าเค้าผิดจริง ๆ ล่ะ ?

อ้อยเข้าปากช้างแล้ว จะคายออกมาก็ยากแสนยาก โดยเฉพาะภาวะที่คนแย่งกันป้อนอ้อยให้ช้างจนไม่รู้แท่งไหนเป็นของใคร

7. ช๊อปเสร็จแล้ว ^_____^

เดินย่องหาคนใกล้ตัวแล้วกระซิบ "หลับตาน๊า.....เค้ามีเซอร์ไพรส์ล่ะ
๐ > w < ~
"

ญาติสนิทมิตรสหาย ครอบครัว คนข้างตัว เจ้านาย ลูกน้อง สามี ภรรยา คนที่เรารัก เพื่อนร่วมโลก & ETC. เทศกาลแห่งการให้ของขวัญขั้นมหาศาลแบบนี้อย่าลืมลองเลือกของที่แต่ละคนชอบ ทั้งของที่เรารู้ตั้งแต่กุมภาพันธ์ว่าเค้าอยากได้มาก หรือของที่เราคาดว่าของที่ให้เค้าจะชอบจากการสังเกตสิ่งต่าง ๆ

สิ่งน่ารักอย่างหนึ่งของเทศกาลนี้ แม้ว่าเราจะมี BB มี Facebook Twiter SMS ไปมาหากันแล้ว แต่ลายมือที่ติดมากับคำอวยพรหวาน ๆ หรือคำทื่อ ๆ แต่จริงใจก็มีเสน่ห์ได้ไม่แพ้กันเลย เพราะฉะนั้นอยากแนะนำให้อย่าพิมพ์ครับ แม้ลายมือเราจะแย่แค่ไหน แต่นั่นก็เป็นลายมือเรานะ (ถ้ากลัวคนอื่นอ่านไม่ออกจริง ๆ แนะนำให้คนข้างเคียงช่วยเขียนได้)

อีกอย่างหนึ่ง ของขวัญขำ ๆ ที่ให้ไป คนได้รับก็อาจจะรู้สึกโอเคนะ แต่ถ้าเป็นของที่เค้าโดนใจ หรือว่าเป็นของที่เอาใจแลกใจใส่ให้กันไป คงจะรักกัน ยิ้มแฉ่งแล้วกอดกันกลมเลย ^___^

-------------------------------------------------------------------------------------------

สุดท้าย แม้จะเป็นอีก entry ที่ยาว แต่เชื่อว่าก็จะเป็นประโยชน์สำหรับมิตรรักนักช๊อปได้ไม่มากก็น้อยครับ เพื่อให้ทั้งประหยัดสตางค์และได้ของที่โดนใจ ตอนนี้ส่วนตัวนึกถึงของชิ้นหนึ่งที่ตั้งใจจะทำหลังจากเขียน entry นี้เสร็จเพื่อฉลองเทศกาลปีใหม่ปีนี้ เป็นสิ่งเรียบง่ายแต่ก็รู้สึกว่าไม่ได้ทำมาตั้งนานแล้วให้เป็นของขวัญให้กับคนที่จะได้รับครับ

ลองนึกดุว่าของขวัญอะไรที่เราลืมให้คนรอบตัวไป ทั้งแบบรูปธรรมและนามธรรม และทำมันให้สำเร็จดังตั้งใจ

ยังไม่อวยพรตอนนี้นะครับ เดี๋ยวสิ้นปีค่อยบอกผ่าน blog นี้อีกที ^______^

งานนี้ขอควบ 2 ครับ อันดับแรกสำหรับใครที่ติดตามฟุตบอลโลกย่อมมี Highlight อย่างหนึ่งที่คนมักจะสนใจกันก็คือลูกฟุตบอลที่ใช้ทำการแข่งขัน ซึ่งจะเป็นกรเปลี่ยนเทคโนโลยีการประกอบลูกฟุตบอลตามไปด้วย และฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้ก็เช่นเดียวกันครับ Adidas ก็ประดิษฐ์ลูกฟุตบอลใหม่ขึ้นมาโดยใช้ชื่อว่า Jabulani

Jabulani เป็นภาษาซูลูซึ่งแปลว่าการเฉลิมฉลองครับ โดยความพิเศษของลูกฟุตบอลลูกนี้อยู่ที่การใช้ชิ้นหนังประกอบเป็นลูกฟุตบอลแค่ 8 ชิ้นเท่านั้น (จากลูกฟุตบอลปกติ 36 ชิ้น) ซึ่งจะทำให้ลูกฟุตบอลออกมากลมที่สุดเท่าที่เคยทำมา ทำลายสถิติของ Teamgeist ซึ่งเป็นลูกฟุตบอลของฟุบอลโลก 2006 ไปอย่างราบคาบ

และอีกสิ่งหนึ่งคือการใช้สีในลูกฟุตบอลลูกนี้ถึง 11 สี ซึ่งสื่อถึงผู้เล่นในสนามทั้ง 11 คน, จำนวนภาษาอย่างเป็นทางการ 11 ภาษาในแอฟริกาใต้ และ 11 ชนเผ่าในแอฟริกาใต้ โดยจะเปิดตัวจริงอย่างเป็นทางการในงานจับสลากแบ่งสายฟุตบอลโลกในวันศุกร์นี้ที่เมืองเคปทาวน์ แอฟริกาใต้ ใครสนใจก็ไปซื้อได้ที่ Adidas Shop กันได้ครับ ทั้งแบบเหมือนเป๊ะ แบบไร้รอยต่อ และเอาเหมือนแค่ลายในราคาย่อมเยากว่า

 


 

ถัดมาเป็นเรื่องของลูกอมครับ พึ่งสังเกตว่าลูกอมไดนาไมท์ลอทล่าสุดมีการพิมพ์เรื่องสั้นแบบขำ ๆ ให้ได้อ่านกันหลังซอง หลังจากฉีกไปก็ต้องมานั่งประกบเพื่อที่จะได้อ่านอย่างเรียบร้อยอีกครั้ง แต่ิอย่างน้อยก็รู้สึกดีกว่าฮาร์ทบีทที่พิมพ์ฉลากข้างในแล้วต้องใช้ความพยายามขั้นสูงในการแกะเพื่ออ่านไพ่ทารอทหรือคำรักหวานให้อ่านแล้วชึ้งกันในช่วงลูกอมละลาย

นึกไปเรื่อย ๆ ก็สนุกดีและได้นึกถึงพลาสติกห่อลูกอมตั้งแต่สมัยก่อนนะครับที่จะบรรจุอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ไว้ อย่างถ้าเป็นพวกฮอลล์หรือลูกอมโกปิโก้จะไม่มีเพราะเน้นความจริงจัง แต่ถ้าเป็นลูกอมที่เน้นกลุ่มวัยรุ่น (อย่างเรา) ก็มี Gimmick ออกมาเยอะ ตั้งแต่ทำนายดวงประจำวัน ทำนายดวงไพ่ทาโร่ต์ คำรักหวาน ๆ หรือว่าก็มีหลังซองที่เปิดพื้นที่ให้เขียนอะไรลงไปก็ได้เลย ถือเป็นของแถมเล็ก ๆ น้อย ๆ นอกจากจะได้อมลูกอมรสอร่อยตามที่เราชื่นชอบ

ปิดทิ้งท้าย entry ด้วยการบอกรสลูกอมที่ชอบ ตอนนี้ชอบไดนาไมท์สอดใส้ช๊อกโกแล๊ต คูก้ารสนม ฮอลล์รสฟรุตตี้ โอเล่รสสละไซเดอร์ (จตุรเทพในกระเป๋าลูกอมเรา)

ไม่ว่าจะเป็นชุมชนใด ๆ บนโลกนี้ก็มักจะมีศูนย์กลางสำหรับชุมชนเพื่อจับจ่าย ซื้อของ และแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกัน กรุงเทพมหานครก็เช่นเดียวกัน มีตลาดเกิดขึ้นมามากมายเพื่อรองรับผู้คนร่วม 10 ล้านคนที่อาศัยอยู่ และแม้ว่าเมืองใหญ่แห่งนี้จะมีศูนย์การค้า ซูเปอร์สโตร์ และร้านสะดวกซื้อต่าง ๆ ผุดขึ้นมามากมายให้เป็นตัวเลือกของคนเมือง แต่ตลาดก็ยังเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ผู้คนนิยมเลือกซื้อสินค้าและฝากท้องไว้กับร้านอาหารข้างทางต่าง ๆ เช่นเดิม

ตลาดโชคชัย 4 เป็นอีกตลาดหนึ่งที่คึกคักไม่แพ้กันกับตลาดอื่น ๆ บนถนนลาดพร้าว เนื่องมาจากผู้คนที่อาศัยอยู่ในตึกแถวในบริเวณนั้นมีเป็นจำนวนมาก ประกอบกับแฟลตตำรวจที่ขนาบข้างตลาดนั้นก็ทำให้ตลาดแห่งนี้คึกคักทั้งยามเช้าและค่ำคืน โดยเฉพาะในค่ำวันทำงาน บ้างก็ซื้ออาหารกลับบ้าน หรือนั่งเล่น นั่งกินสบาย ๆ สารพัดเมนูที่มีให้เลือกอย่างมากมายกับเพื่อน กับครอบครัว หรือกับแฟน นอกจากนั้นก็ยังมีร้านเสื้อผ้าแผงลอยและของใช้ในชีวิตประจำวันให้เลือกช๊อปปิ้งก่อนกลับบ้านอยู่อีกมาก

ตลาดโชคชัย 4 มีที่มาจากกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ครั้งที่ 5 พ.ศ. 2509 โดยรัฐบาลในสมัยนั้นต้องการให้เกิดแหล่งซื้อขายสินค้าและชุมชนระหว่างการจัดการแข่งขัน ซึ่งเป็นระยะเวลาเดียวกับการเกิดหมู่บ้านนักกีฬาในเคหะคลองจั่นย่านบางกะปิเพื่อการพัฒนาเมืองให้เกิดแหล่งชุมชนใหม่ และ 40 ปีผ่านไป ย่านลาดพร้าวก็เจริญเติบโตและเป็นถนนเส้นหนึ่งที่มีการจราจรติดขัดมากที่สุดในช่วงเวลาเร่งด่วน ซึ่งนั่นก็เป็นเครื่องบ่งบอกกลาย ๆ ว่ามีประชากรอาศัยอยู่บนถนนเส้นนี้มากขนาดไหน

หากตอนเย็นคิดไม่ออกว่าจะรับประทานอะไรดี ตลาดแห่งนี้คงให้คำตอบกับคุณได้ไม่ยาก เพราะมีอาหารไทยให้เลือกทุกประเภท ตั้งแต่อาหารตามสั่ง ข้าวราดแกง ข้าวมันไก่ ข้าวต้ม หมูสะเต๊ะ ก๋วยเตี๋ยวแขก ขนมหวาน ผัดไทย ยำ อาหารเหนือ อีสาน ใต้ อาหารเวียดนาม ของหวาน น้ำปั่น ผลไม้ ขนมปัง หรือแม้กระทั่งอาหารมังสวิรัตที่มีให้เลือกทุกวัน ทั้งแบบนั่งทานที่ร้าน หรือจะเป็นแม่บ้านถุงพลาสติกกลับบ้านก็อร่อยและถูกใจใครต่อใครได้ไม่แพ้กัน แถมยังเปิดให้บริการตั้งแต่ 5 โมงเย็นถึง 4 ทุ่มอีกด้วย


อีกสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของตลาดแห่งนี้คือการที่รถสัญจรในทางเดียวตลอดเวลาระหว่างที่ผู้คนจับจ่ายซื้อของ รวมถึงรถสองแถวที่เริ่มต้นจากที่นี่ไปยังถนนโชคชัย 4 จึงทำให้ตลาดนั้นคึกคักตลอดเวลา แต่ก็ยังมีบริเวณด้านหน้าที่ปิดการจราจร ทำให้เรามีที่นั่งสะดวกสบาย โต๊ะมากมาย และสามารถสั่งอาหารข้ามร้านในโต๊ะเดียวกันได้ ซึ่งเป็นระบบการจัดการของชุมชนชาวตลาดโชคชัย 4 ที่เป็นเช่นนี้นานนับสิบปีเหมือนศูนย์อาหารตามห้างสรรพสินค้า หรืออาจจะทำก่อนหน้านั้นเสียอีก

หากมองถึงการบริหารจัดการชุมชน เรามักจะพบคำถามหนึ่งที่เกิดขึ้นมาบ่อยครั้งในยุคปัจจุบันด้วยความหวาดเกรงว่า หากมีร้านสะดวกซื้อหรือซุปเปอร์มาร์เกตทั้งสัญชาติไทยและต่างประเทศเกิดขึ้นมาในชุมชนมาก ๆ เข้า ตลาดแบบดั้งเดิมนั้นจะคงอยู่หรือไม่หรือไม่ พ่อค้าแม่ค้ารายเล็กรายน้อยจะสูญหายไปหมดจนทำลายเศรษฐกิจระดับพื้นฐานหรือเปล่า

แม้เราจะได้ยินปัญหาเกี่ยวกับความไม่สะอาดของตลาดในกรุงเทพฯ จนทำให้คนไม่กล้าเดินและตลาดหงอยเหงาอยู่บ่อยครั้ง แต่สิ่งที่เราเห็นในตลาดโชคชัย 4 ในวันนี้ก็เป็นการตอบโจทย์และนำไปปฏิบัติได้จริงแบบสูตรสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นตลาดขนาดใหญ่ระดับขายส่ง  ผู้ที่เริ่มทำอาหารเล็ก ๆ น้อย ๆ เริ่มขายของทำมือและสินค้าต่าง ๆ ในตลาดนัดข้างบ้าน หรือแม้กระทั่งเริ่มเปิดหน้าบ้านเพื่อขายสินค้า

ตลาดโชคชัย 4 เป็นตัวอย่างที่ดีของการรักษามาตรฐานทางด้านความสะอาด การรวมตัวกันของพ่อค้าแม่ค้าความเอื้อเฟื้อต่อกันและยิ้มแย้มแจ่มใสของพ่อค้าแม่ค้า การจัดทำเล จัดระบบการขายสินค้าให้มีสินค้าที่ไม่ซ้ำกัน แสดงราคาสินค้าที่ชัดเจนและเหมาะสมต่อลูกค้า รวมถึงความสด อร่อย การรักษามาตรฐานของสินค้า และความรักในชุมชน รักในแหล่งทำมาหากินของตนเอง

เมื่อสิ่งเหล่านี้รวมกัน จึงทำให้ทุกคนเกิดความมั่นใจ พร้อมที่จะแวะเวียนเข้าหา เดินมาใช้บริการทุกวัน และเติบโตขึ้นได้อย่างยั่งยืน

เป็นกรุงเทพที่สร้างสรรค์ได้ด้วยพลังของชุมชน และพลังของชาวกรุงเทพทุกคน ^____^

Favourites