posted on 09 Nov 2005 02:12 by nora in General
ขอบคุณ คำๆนี้ สุขใจทั้งผู้ให้และผู้รับ
ผู้รับก็ได้ความปลึ้มใจ
ผู้ให้ก็ได้ความสุขใจ
Happy กันทั้ง 2 ฝ่าย
ขอบคุณ 2 คำสั้นมารวมกันในภาษาไทย
กลับเป็นความหมายที่ยิ่งใหญ่
ไม่มีแยกชนชั้น ไม่มีราคาค่างวด ไม่ต้องเสียเวลาซื้อหา
เพียงแค่เอ่ยออกมา ก็ปลึ้มใจกันไปทั้งวัน
ก็ Up Blog ตัวเองเป็นครั้งแรกนะครับ เหตุผลมันเกิดมาจากเมื่อวานหลังจากที่ได้ลองดูปก CD ปฏิบัติการเร่ขายฝัน แล้วเห็นถึงคำขอบคุณและการขอบคุณหลายสิ่งหลายอย่างกันมากมาย เลยเกิดความคิดแวบหนึ่งขึ้นมาว่า จริงๆคำว่า ขอบคุณ เป็นคำที่ง่ายๆที่เราใช้กันทั่วไปในชีวิตประจำวัน แต่ว่าความหมายในการใช้งานของมันมีความหมายในตัวมันเองระหว่างการสื่อสารใน 2 ฝั่ง คำๆนี้ เด็กๆ ก็ใช้ได้ ผู้ใหญ่ก็ใช้ได้ มีความหมายโดยนัยที่ลึกกว่านั้นในรายละเอียด ในที่มา กว่าจะมีคำว่า ขอบคุณ เกิดขึ้นมา หลายๆคนอาจจะนึกขอบคุณในหลายๆสิ่งหลายๆอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ซึ่งแต่ละคนก็จะมีที่มาที่แตกต่างกัน พออ่านจบแล้วลองนึกย้อนดูเล่นๆกันก็ได้ครับ ว่าคุณเคยขอบคุณอะไรและใครในช่วงเวลาที่สำคัญๆบ้าง และครั้งนี้ ผมก็คงต้องขอ "ขอบคุณ" สำหรับใครๆก็ตามที่เข้ามาอ่านเป็นครั้งแรกด้วยแล้วกันครับคราวหลังจะ "นึกได้ก็เขียนที" ครับ :)
ปล. ข้างบนใกล้เคียงกับการเป็นเพลงมากแล้วครับ เดี๋ยวว่าว่างๆจะลองนั่งเกลาเองดูอีกที ;)
edit @ 2005/11/09 02:38:09
posted on 10 Nov 2005 02:02 by nora in General

ผมเองก็เป็นคนหนึ่งในไทยที่ได้มีโอกาสติดตาม Academy Fantasia ทั้งในครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 จุดประสงค์ของรายการนี้ก็ทุกคนก็คงจะทราบกันดีตาม Slogan ที่ออกอากาศกันอยู่ทุกวัน พวกเขาทั้ง 12 คนนี้มีความฝัน ฝันที่อยากเป็นศิลปิน และได้มีโอกาสติดตามตั้งแต่ในการเริ่มต้นการคัดเลือก จนกระทั่งถึงจบการแข่งขัน จากจำนวนร่วมหลายพันมากระทั่งเหลือ 12 ได้เห็นทั้ง 2 ด้านถึงความสมใจและพลาดหวังในการคัดเลือกครั้งนี้ ยังจำได้ดีครับถึงบรรยากาศแต่ละคนว่าเป็นอย่างไรบ้างทั้งหน้าและหลังเวที แต่อย่างน้อยที่สุดจากครั้งนี้ สิ่งหนึ่งที่ทุกคนได้ทำขึ้นมา นั่นคือการเลือกที่จะเดินตามเส้นทางแห่งความฝันนั่นเองครับ
ในชีวิตนี้ เราอาจจะมีจุดหมายของความฝันในแต่ละคนที่แตกต่าง เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาและช่วงอายุ แต่บางครั้ง บางคราว และบางคน หลักหมายของตัวเองนั้นมีรากฐานที่แน่นหนา และพยายามที่จะไปให้ถึงฝั่งฝันไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตามตามสาขาอาชีพที่ตนเองสนใจ แม้ว่าเส้นทางเดินในอนาคตข้างหน้าที่ตั้งใจจะก้าวไป อาจจะไม่มีใครเคยแผ้วถาง อาจจะเป็นเส้นทางที่คนไม่เคยบุกเบิก และคิดจะบุกเบิกเสียด้วยซ้ำ
ผมมีความเชื่ออย่างหนึ่งครับว่า ทุกคนมีความฝันและความตั้งใจที่เกิดขึ้นอยู่ ไม่ว่าจะลึมเลือนไปหรือเก็บไว้ในส่วนลึกแค่ไหนก็ตามอย่างน้อย 1 สิ่งในชีวิต สำหรับผม ผมเชื่อเรื่องเกี่ยวกับเส้นโชคชะตาของคนเราครับ ที่คนข้างบนจะลากเส้นมาเพื่อเชื่อมโยงและเจอกัน แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็เชื่อในเรื่องของการเลือกเส้นทางเดินให้กับตัวเองด้วย จุดสำคัญที่สุดอยู่ตรงนี้ครับ เหมือนกับท่อนหนึ่งของเพลงที่บอกว่า อาจจะล้ม จะมีน้ำตา ก็จะลุกขึ้นมาด้วยตัวฉันเอง ฉันมั่นใจกับทางที่เลือกเดิน การที่ได้มีโอกาสมาเจอกัน อย่างน้อยที่สุดก็ถือว่าเราได้เลือกสับรางแห่งชะตาไว้ได้ด้วยมือของตนเอง ส่วนระหว่างทางที่เดินก็คงต้องบอก ตั้งและตอบคำถามให้กับตัวเองว่า ในเมื่อเราเจอกันแล้วจะทำอย่างไรให้เราใช้เวลาที่เส้นขีดมาเจอกันให้ดีที่สุด เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจในภายหลังว่า เราได้ทำสิ่งต่างๆยังไม่เต็มที่ ซึ่งถ้าเรามั่นใจแล้ว ที่เหลือก็คือ Let it be
ทุกอย่างเกิดขึ้นที่แรงใจและไฟฝันครับ จุดสำคัญที่สุดนั้นมิได้อยู่ที่ความสำเร็จหรือล้มเหลว แต่อยู่ที่การได้ลงมือทำและก้าวไปตามฝัน เมื่อเรามีความเป็นนักล่าฝันอยู่ในตัวเอง เมื่อนั้นเราจะมีพลังในการสร้างสรรค์งานที่ไม่มีใครจะไปถึงมาก่อน จงก้าวไป หากเหนื่อยนักก็พักเสียบ้างแต่มิใช่การละทิ้ง จากชีวิตของบุคคลต่างๆที่ผ่านมาในทุกยุคทุกสมัยของประวัติศาสตร์โลก ล้วนแล้วแต่เจออุปสรรคที่แตกต่างกันทั้งสิ้น แต่พวกเขาเหล่านั้นมีสิ่งที่เหมือนกันอยู่สิ่งนึง คือ ความมั่นใจที่จะฝ่าอุปสรรคไปจนได้พบกับจุดมุ่งหมายที่ตนเองต้องการ หากไร้ซึ่งความเพียรพยายาม ปัจจุบันหลายๆสิ่งอาจจะไม่ได้เห็นและไม่ได้เป็นอย่างทุกวันนี้ อาจจะไม่มีไฟฟ้าใช้ อาจจะไม่ได้มีการเดินทางที่สะดวกสบาย หรือสิ่งอื่นๆ อีกมาก เช่นการที่เราสามารถเจอกันอย่างรวดเร็วบนโลกของ Internet ก็เป็นได้
ขณะนี้ทั้ง 12 คนต่างก็ได้มีโอกาสเริ่มต้นในเส้นทางสายใหม่ แม้ว่าหนทางข้างหน้าจะพบกับอุปสรรคหรือขวากหนามใดๆก็ตาม แต่นี่คือสิ่งที่พวกเขาและเธอได้เลือกเดินและลงมือทำขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งไม่มีวันไหนที่จะหันหลังกลับ ดั่งความหมายเพลงประจำที่ได้ขับขานกันอยู่ทุกวันเสาร์ แม้ว่าจังหวะเพลงจากจุดเริ่มต้นจะจบแล้ว แต่จังหวะแห่งชีวิตก็ยังดำเนินต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ตราบใดที่ยังมีลมหายใจกันอยู่
แล้วคุณล่ะครับ พร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าเพื่อล่าฝันกันต่อหรือยัง :D
ขอเอามา Rerun ใน Blog ตัวเองสักหน่อยนะครับ สำหรับบทความชิ้นนี้ที่ผมเคย Post หลังจากที่ AF2 จบไปหมาดๆ เมื่อเดือนที่แล้วใน Web FanClubจนถึงวันนี้แต่ละคนต่างก็ได้งานที่แตกต่างกันไป และหลายๆงานที่ต้องทำร่วมกัน สำหรับ AF2 ผมเชียร์ พัด - พัดชาV6 ครับ ถามว่าทำไมถึงชอบ ถ้าให้สรุปคงต้องตอบเพราะว่าความทำอะไรให้สุดๆของเธอเนี่ยล่ะครับ ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 ที่ได้มีโอกาสไปดูที่ Moon Star แถวๆบ้านผม หลังจากนั้นก็ตามมาเรื่อยๆ จนถึงสัปดาห์ที่ 5 ที่ผมจะเลือกเชียร์ใครสักคนอย่างเต็มตัว และหลังจากมา Track ข้อมูลผนวกกับสัปดาห์ที่ 7 ที่เป็นสัปดาห์เพลงนานาชาติ ก็ตามย้อนไปอ่านข้อมูลเกี่ยวกับการ cosplay ก็ตลกๆ ดีเหมือนกันครับกับช่วงเวลาที่คาบเกี่ยว ซึ่งผมลองคำนวณคร่าวๆ ว่าพัดน่าจะเลิกไปในปี 2002 ในขณะที่ผมเริ่มเข้ามาข้องเกี่ยวในแวดวงการ์ตูนในช่วงปลายปี 2002 พอดี ยังไงคนที่อ่านอยู่ลองเข้าไปเยี่ยมเยือนได้ครับที่ http://www.patcha.netแต่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้เจอกันจังๆเลย นอกจากเจอกันผ่านหน้าจอโทรทัศน์ บน Chatroom และผ่านคอนเสิร์ตเร่ขายฝันเมื่อวันเสาร์ (5/11/2005) ที่ผ่านมา แต่ยังไงก็คงต้องหาเวลาสักช่วงล่ะครับเพื่อที่จะได้เจอกัน ;)
posted on 11 Nov 2005 03:12 by nora in General
ผมชอบเดินเล่นตาม Supermarket และ Hypermarket ครับ ตอนเวลาว่างๆ จุดประสงค์หนึ่งก็คือ shopping หาของกินตามประสาชายโสด แต่อีกมุมหนึ่งก็จะได้ดูสินค้าใหม่ๆที่ออกสู่ท้องตลาดเพลินๆ ว่าเดี๋ยวนี้มีอะไรที่ออกมาแข่งกับใคร แล้วออกมาหน้าตาเป็นยังไงบ้าง เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมาก็เช่นกันครับ ผมเดินเล่นๆที่ Carrefour ก็ไปเห็นน้ำผลไม้ตรามาลีใน Design ล่าสุด แต่ไม่ใช่ตัวของกล่องนะครับ แต่กลับเป็นหลอดดูดที่ออกแบบมาใหม่ให้มีรูออก 4 ด้านเพื่อที่จะให้น้ำผลไม้กระจายทั่วถึงในปาก (ก็ว่าไปตามเขาเขียนไว้ข้างกล่องนะครับ) เป็นความน่ารักอย่างหนึ่งของการออกแบบผลิตภัณฑ์ในยุคนี้ที่แต่ละคน แต่ละบริษัทก็จะพยายามหาจุดแตกต่างเพื่อจะให้สินค้าของเขาเป็นที่จดจำได้ง่าย ซึ่งเป็นการใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ แต่ใกล้ตัวเราเป็นอย่างยิ่ง
ถ้าจะพูดถึงประเทศที่เป็นจ้าวไอเดียของการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อการใช้งานก็คงหนีไม่พ้นญี่ปุ่นล่ะครับ จะมีอะไรที่เป็นลูกเล่นแล้วใช้งานได้จริงๆออกมาปีหนึ่งนับร้อยนับพันอย่าง ถ้าใครอยากเห็นอยากลองศึกษาก็ลองไปเปิดดูได้ครับตรงแถว Asia Book ที่จะมีหนังสือรวบรวมของประเภทนี้ไว้เยอะมากแล้วออกมาเรื่อยๆ ด้วย ผมนึกถึงคอลัมน์หนึ่งของ A day ได้ครับ มันจะมีโจทย์ต่างๆให้คนอ่านมาร่วมสนุกกัน ว่า ถ้า. แล้วจึงจะเกิดอะไรบ้าง การมองจุดเล็กๆแล้วมาคิดแตกแขนงเนี่ยล่ะครับ ที่เป็นตัวจุดประกาย ให้มีการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ว่าของที่มีอยู่แล้ว จะสามารถทำให้ดีขึ้นอีกได้มั้ย หรือถ้ามันไม่มี ทำยังไงจะให้มันเกิดขึ้นมา ยกตัวอย่างเรื่องคลาสสิกก็คงจะเป็น ถ้ามนุษย์บินได้ และจนถึงทุกวันนี้เราก็มีเครื่องบินตัวเขื่องๆ ที่บรรทุกคนให้เดินทางข้ามฟากฟ้าได้เหยียบ 900 คนต่อเที่ยวเข้าไปแล้ว
แต่ยังไงก็ตาม ถ้าเราเริ่มหันมาใส่ใจกับรายละเอียดเล็กๆน้อยๆทางสังคม การเอื้ออาทร ช่วยเหลือ มีมิตรภาพให้แก่กันด้วย ก็คงจะดีไม่น้อยครับ ที่จะมีความน่ารักทางสังคมเกิดขึ้นมาอยู่เรื่อยๆได้ ;)
edit @ 2005/11/11 03:14:37