วันนี้ scoop หน้า 5 ของไทยรัฐพูดถึงเรื่องประเด็นทางการศึกษา ในระดับอุดมศึกษาของไทยในแง่มุมต่าง ๆ จากทางกระทรวงศึกษาธิการและกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ทั้งในเชิงตัวเลขและความต้องการของบริษัทต่าง ๆ รวมถึงความคาดหวังต่อบัณฑิตที่ต้องการนำมาป้อนเข้าสู่ระบบกัน แต่ก่อนอื่นอยากให้ดูตัวเลขที่เค้าสรุปออกมากันก่อนครับ

----------------------------------------------------------------------------

  • ปี พ.ศ. 2538 มีผู้จบการศึกษาระดับอุดมศึกษา 97,713 คน พ.ศ. 2551 จบกันทั้งหมด 491,384 คน เพิ่มขึ้น 502.88% หรือ 5 เท่าตัว

  • ประชากรไทย พ.ศ. 2538 มีจำนวน 55,954,123 คน พ.ศ. 2551 - 63,389,750 คนเพิ่มขึ้นเพียง 13.3%

  • จำนวนสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาของไทย พ.ศ. 2538 มีจำนวน 47 แห่ง พ.ศ. 2551 - 165 แห่ง เพิ่มขึ้น 3 เท่าตัวกว่า ๆ

---------------------------------------------------------------------------- 

  • บัณทิตปี พ.ศ. 2549 จบสาขาสังคมศาสตร์มากที่สุด จำนวน 166,217 คน สาขาวิศวกรรมศาสตร์ 77,450 คน ศึกษาศาสตร์ 29,968 คน

  • สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาในประเทศไทย ผลิตบัณฑิตสายสังคมศาสตร์ 68% วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 26% วิทยาศาสตร์สุขภาพ 6%

  • บัณฑิตมีงานทำ 70% ตกงาน 30%

  • บัณฑิตสาขาสังคมศาสตร์ตกงานมากที่สุด ประมาณ 90,000 คน เพราะตลาดแรงงานในประเทศไทยต้องการแรงงานด้านนี้เพียง 10-15%

---------------------------------------------------------------------------- 

  • สถานประกอบการต่าง ๆ ต้องการแรงงานระดับสูง จบปริญญาตรีขึ้นไปเพียง 10% ต้องการแรงงานระดับกลาง ระดับปฏิบัติการ 20% ต้องการแรงงานระดับล่าง จบ ม.6 ลงมาถึง 70%

  • ตลาดแรงงานต้องการคนเรียนจบสายอาชีพ ปวช. ปวส. มากกว่าปริญญาตรี 2 เท่า

  • ทว่าปี พ.ศ. 2551 มีคนจบสายอาชีพเพียงแค่ 165,430 คน น้อยกว่าบัณฑิตระดับปริญญาตรี 3 เท่าตัว

---------------------------------------------------------------------------- 

ถัดมาเป็นเรื่องของปัญหาการผลิตบัณฑิตที่ไม่ได้คุณภาพ ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานที่ภาคเอกชนต้องการใน 3 หัวข้อคือ

  1. จบปริญญาตรี อย่างน้อยต้องพูดภาษาอังกฤษได้บ้าง ใช้คอมพิวเตอร์ สื่อ IT เป็น คอมพิวเตอร์มีปัญหาต้องแก้ได้ ขาดความสามารถในการวิเคราะห์ตัวเลข วิเคราะห์ระบบปัญหางาน คิดงานเองไม่เป็น งานมีปัญหาคิดวิเคราะห์แก้ปัญหาไม่ได้

  2. ขาดทักษะ ความเชี่ยวชาญในวิชาที่ตัวเองเรียนมา เรียนจบมาได้โดยไม่มีความรู้จริง เช่นจบวิศวะแต่มีความรู้เพียงทฤษฏี ไม่มีความรู้ทางด้านปฏิบัติ เป็นต้น

  3. ขาดเจตคติที่ดีต่อการทำงาน ขาดความรับผิดชอบต่องาน ขาดความอดทน ไม่มีวินัย ไม่ตรงต่อเวลา ขาดภาวะผู้นำ ที่สำคัญที่สุด ขาดความซื่อสัตย์ ภักดีต่อองค์กรที่ตัวเองทำงานด้วย

----------------------------------------------------------------------------  

ทั้งหมดที่เป็นที่มาของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อวางแผนผลิตและพัฒนากำลังคน (กรอ.ศธ.) ในสังกัดของกระทรวงศึกษาธิการที่ก่อตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ทีผ่านมาครับ โดยมีการสำรวจข้อมูลอย่างจริงจังจากทั้งส่วนราชการและบริษัทเอกชนต่าง ๆ ซึ่งในรายงานพิเศษนั้นมีการเสนอแนะให้เลือกเรียนตามความสนใจ จากนั้นจึงพิจารณาตลาดแรงงานว่ารองรับความรู้ความสามารถของเราภายหลังจากที่จบออกมาหรือไม่

นอกจากนั้นแล้ว นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมช. กระทรวงศึกษาธิการยังได้พูดถึงประเด็นของมหาวิทยาลัยที่แข่งกันเปิดหลักสูตรหลายอย่าง โดยมีเป้าหมายเพื่อหารายได้จากนักศึกษาแต่เพียงอย่างเดียว และไม่คำนึงถึงคุณภาพบัณฑิตที่จบออกมา จนบัณฑิตที่ต้องกู้เงินมาเรียนนั้นเสียเวลาเปล่าในเชิงการหารายได้ ซึ่งท้ายรายงานพิเศษทิ้งไว้ด้วยคำพูดที่ว่า "อย่าเสียค่าโง่ให้มหาวิทยาลัยร่ำรวย.... โกยเงินกู้ของเด็ก"

หลังจากที่ผมอ่านบทความเหล่านี้จบแล้ว ผมว่าเป็นสิ่งที่ดีนะครับที่เราจะมาวิเคราะห์ในเชิงความต้องการจริง ๆ แต่อีกด้านหนึ่ง มันเป็นเรื่องที่ค้านกันระหว่าความถนัดจริง ๆ ของตัวนักศึกษา กับความต้องการของตลาดจริง ๆ ถ้าเกิดว่านักศึกษาคนชอบทางด้านสังคมศาสตร์จริง ๆ แต่โดนจับให้ไปเรียนในสายวิทยาศาสตร์ด้วยเหตุผลที่ว่าคนในอุตสาหกรรมไม่พอ ควรจะไปเรียนได้แล้ว จะได้ input human resource เพิ่ม ........

ผลลัพธ์ที่ออกมาก็คงจะได้เพียงแค่การปั้มทรัพยากรไปใส่ในเครื่องจักรเท่านั้น ไม่มีการผลิตเชิงสร้างสรรค์จากคน 1 คนที่อาจจะทำมูลค่ามหาศาลจากสิ่งที่พวกเขาถนัด ที่รัฐบาลนี้เน้นย้ำหนักหนาในเรื่องเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (Creative Economy) ใครจะไปรู้ในเรื่องของอนาคตล่ะ.........

สิ่งที่ผมเห็นจุดอ่อนในเรื่องการวางแผนนโยบายเหล่านี้ ผมมองว่าแทนที่เราจะออกมาเตือนเกี่ยวกับสภาวะบัณฑิตสาขานั้น ๆ ล้นตลาด สายนี้ยังขาดอยู่ ให้ไปเรียนซะ เราน่าจะผลักแนวคิดไปสู่ด้านบวก โดยการใช้กลไกของรัฐในการจูงใจให้นักศึกษามีความสนใจที่จะเรียนในสาขาที่ยังขาดอยู่ เช่นการออกเงินอุดหนุนบัณฑิตเพิ่มเติมในสาขาที่ต้องการคนเป็นจำนวนมาก โดยการประกาศและประชาสัมพันธ์สาขาที่ต้องการแรงงานให้ชัดเจน

ยกตัวอย่างในกรณีของนักศึกษาที่กู้เงิน กยศ. ครับ หากนักศึกษาคนหนึ่งสนใจที่จะเรียนทางด้าน Bio - Technology แทนที่ครบกำหนด นักศึกษาคนนั้นจะต้องคืนเงิน 100% ให้แก่กองทุน รัฐก็อาจจะลดหย่อนในอัตราการใช้คืนให้กองทุนเพียง 50% หลังจากที่จบการศึกษาทางด้าน Bio - Technology และเข้าทำงานในสายงานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียนจริง ๆ ตามระยะเวลาการทำงานที่กำหนดเป็นเงื่อนไข อาจจะสัก 1 - 2 ปี เป็นต้น.........

เป็นอีก entry หนึ่งที่ยาวครับ แต่อยากจะพูดถึงเพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประเทศไทยของเราอย่างลึกซึ้ง เพราะการศึกษาเป็นรากฐานที่สำคัญของการพัฒนาบุคคลครับ

ลองพูดคุยแสดงความคิดเห็นกันได้ทุกวัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ตั้งแต่คนทั่วไป นักเรียนมัธยม นักศึกษามหาวิทยาลัย ยัน Post - Graduated Learners ครับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

น่าสนใจมากครับ Hot! Hot! Hot!

#1 By clock on 2009-10-16 06:30

เป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างนึงครับ เพราะฐานความคิดของประชากรไทยที่มีต่อแต่ละวิชาชีพยังมีช่องว่างที่กว้างอยู่มากและมากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วหลายๆประเทศ และฐานความต้องการแรงงานของเราก็ผูกกับฐานค่าแรงขั้นต่ำด้วยครับ อย่างจบปริญญาตรีมาเงินเดือนเริ่มต้นที่เกือบสองหมื่น กับงานที่เด็กจบม.6 มาเงินเดือนไม่ถึงหมื่น ทำงานได้เหมือนๆกัน ผู้ประกอบการย่อมเลือกคนที่ฐานเงินเดือนน้อยกว่าอยู่แล้วครับ

แล้วระบบการผลิตของไทยเราเกือบทุกอย่างมันไม่ได้มาบูรณาการกัน หลายอย่างเราต้องไปยืมจมูกชาวต่างชาติหายใจ บางสายวิชาเรียนจบมาแล้วหาตลาดรองรับแทบไม่ได้ ต้องตกงานกันไป หรือไม่ก็ต้องทำงานที่ไม่ตรงกับสายวิชาที่จบออกมาครับ แต่ถ้าระบบการผลิตของเราบูรณาการซึ้งกันและกัน ผู้ประกอบการเราก็สามารถแตกสายออกมารองรับกันได้โดยง่าย ไม่ต้องรอนโยบายหรือเจรจากับผู้ลงทุนต่างชาติ

#2 By tenshi on 2009-10-16 06:31

เป็นปัญหาสำคัญจริงๆนะ โดยเฉพาะข้อ 3 อีกอย่างคือไม่ค่อยอยากจะทำงานเป็นทีมด้วย -_-;

#3 By Hayashi Kisara on 2009-10-16 07:33

บางทีคนที่จบปริญญาตรี ยังทำงานไม่เป็น เลย ประเทศไทย ชอบเอาวุฒิ มาวัดเป็นอันดับหนึ่ง แล้วสถาบันหรือสถานศึกษา มาเป็นอันดับ 2 แล้วก็ เป็นคนของใครอีกอย่าง ถ้าไม่เป็นคนของใคร หรือถ้าไม่เจ๋งจริง การทำงานหรือจะเข้าไปทำงานก็ยาก บางครั้ง ก็เอาเฉพาะคนที่มีประสบการณ์ อยากให้ธุรกิจ หรือบริษัท ต่าง ๆ มอง และให้โอกาสคนที่ไม่มีประสบการณ์

ฉันคิดว่า คนทุกคนมีการเรียนรู้กันได้แน่นอน ไม่มีใครโง่เกินที่จะเรียนรู้หรอก

อีกอย่างที่น่าเสียใจในสังคมไทย คือ เส้น ไอ้พวกเส้นเนี่ย เอามาบดให้ละเอียด ให้เละเป็นโจ๊ก เลยดีมั้ย จะได้ หมดไปsad smile

#4 By คนนอกระบบ on 2009-10-16 09:14

เรื่องนี้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนค่ะ

เราเข้าใจเหตุผลที่พูดออกมา
ข้อ 3 นั่นก็ถูกประเด็นเผงๆ
แต่เรื่องนี้
ตลาดแรงงานต้องการคนเรียนจบสายอาชีพ
ปวช. ปวส. มากกว่าปริญญาตรี 2 เท่า
หรือ
สถานประกอบการต่าง ๆ ต้องการแรงงานระดับสูง
จบปริญญาตรีขึ้นไปเพียง 10%

จะเห็นได้ว่าเอกชนก็มุ่งผลประโยชน์ตัวเองเป็นหลัก
ซึ่งก็ถูกตามหลักเศรษฐศาสตร์
เพราะตลาดแรงงานก็อยากจ่ายน้อยเพื่อผลกำไรที่มากกว่า
และถามว่าภาคเอกชนที่พูดถึงเคยคิดถึง
ระดับมาตรฐานของตัวเองด้วยหรือเปล่า

อืม แต่ใครๆ ก็อยากจบปริญญาตรีแม้เพียงเป็นกระดาษ
ก็อยากได้ล่ะค่ะ ก็ว่าไปเรื่องค่านิยมอีกนะคะ
เฮ้อ แต่พูดไปก็เรื่องยาว พอดีกว่า
sad smile sad smile

#5 By kikuno on 2009-10-16 10:03

อ่านจบแล้วอยากบอกว่ามันเเป็นเรื่องที่ผมคิดมานานละว่า สุดท้ายแล้วคณะขายไม่ได้จบมาแล้วงานอาจจะน้อยมันจะหมดไปเพราะทุกวันนี้คนคิดแต่ว่าเรียนอะไรให้มันตรงกับตลาดแรงงานอย่างเดียว
ต่อไปคงจะมีการขาดแคลนคนด้านสังคมในอีกไม่นานแน่ๆครับ

#6 By varu on 2009-10-16 11:49

ได้ความรุดีจังๆ big smile

#7 By virin&smith on 2009-10-16 13:02

เรื่องนี้มันซับซ้อนยุ่งเหยิงนัก
นอกจากภาครัฐจะต้องวิเคราะห์ให้ขาดและลงมือจริงแล้ว
เราๆเองก็ต้องพัฒนาความคิดกันด้วยนะครับถึงจะพัฒนาบัณฑืตได้
ผมเองก็เกือบเอาตัวไม่รอดsad smile

#8 By pakazite on 2009-10-16 19:56

บางคนถึงจุดก็เปลี่ยนความคิดอีก เป็นความซับซ้อนของมนุษย์เองบวกกับคำว่าเงิน, เพราะฉะนั้นระบบการศึกษากับตลาดแรงงานที่เป็นกลางบวกกับภาคเอกชนทั้งหลายแหล่หาจุดรองรับ กับจุดมุ่งมั่นของคนที่จะเริ่มงานใหม่หรือหางานใหม่ว่าอยากจะทำอะไรและหาแหล่งรองรับการฝึกฝนอีกครั้ง ที่สำคัญต้องมีจุดยืนของตัวเองว่าชอบอะไรในระหว่างฝึกก็ต้องดูความเป็นไป
ของผู้ฝึก จริงๆ แล้วงานอะไรก็แล้วแต่มีความสำคัญหมดอยู่ที่สิ่งแวดล้อมเป็นองค์ประกอบHot! big smile

#9 By Hilse on 2009-10-18 12:49

เวงกำละ เรียนสายสังคมมา ปีหน้าจะจบ แล้วจะมีงานทำมั๊ยเนี่ย???

ฝนรู้สึกว่า เด็กไทยแข่งขันทางการเรียนสูงมาก เวลาเรียนสูงมา แต่ไม่มีศักยภาพ สนับสนุนให้เด็กเรียนจบปริญญาตรี จนตอนนี้ป.ตรีล้นประเทศแล้วก็ยังเอามาใช้งานไม่ได้ นี่ไม่รุ้ว่าจบป.โทแล้วจะมีงานทำรึป่าง คงต้องจบเอก เป็นด็อก เป็นแคทกันก่อน

ฝนคิดว่ารัฐส่งเสริมให้เรียน แต่ไม่ได้ดูด้านตลาดเลย
เคยบ่นกะเพื่อนว่า รัฐมีเงินให้เรียนแต่ไม่มีงานให้ทำ บ้าป่าวฟระ แค่อยากจะยกระดับว่าตัวเองเป็นประเทศที่ประชาชนมีการศึกษาใช่มั๊ย แทนที่จะใส่ใจศักยภาพ ประสิทธิภาพจากการเรียน

รอก่อน พี่เอก รอฝนก่อน รอฝนเป็นรัฐมนตรีศึกษาก่อนนะ แล้วจะทำให้เลยbig smile

Hot! Hot! Hot!

#10 By Ojisama on 2009-10-20 01:11

Favourites