การศึกษาไทย ว่าด้วยจำนวนบัณฑิตและความต้องการของตลาดแรงงาน
posted on 16 Oct 2009 01:55 by nora in Generalวันนี้ scoop หน้า 5 ของไทยรัฐพูดถึงเรื่องประเด็นทางการศึกษา ในระดับอุดมศึกษาของไทยในแง่มุมต่าง ๆ จากทางกระทรวงศึกษาธิการและกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ทั้งในเชิงตัวเลขและความต้องการของบริษัทต่าง ๆ รวมถึงความคาดหวังต่อบัณฑิตที่ต้องการนำมาป้อนเข้าสู่ระบบกัน แต่ก่อนอื่นอยากให้ดูตัวเลขที่เค้าสรุปออกมากันก่อนครับ
----------------------------------------------------------------------------
- ปี พ.ศ. 2538 มีผู้จบการศึกษาระดับอุดมศึกษา 97,713 คน พ.ศ. 2551 จบกันทั้งหมด 491,384 คน เพิ่มขึ้น 502.88% หรือ 5 เท่าตัว
-
ประชากรไทย พ.ศ. 2538 มีจำนวน 55,954,123 คน พ.ศ. 2551 - 63,389,750 คนเพิ่มขึ้นเพียง 13.3%
- จำนวนสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาของไทย พ.ศ. 2538 มีจำนวน 47 แห่ง พ.ศ. 2551 - 165 แห่ง เพิ่มขึ้น 3 เท่าตัวกว่า ๆ
----------------------------------------------------------------------------
- บัณทิตปี พ.ศ. 2549 จบสาขาสังคมศาสตร์มากที่สุด จำนวน 166,217 คน สาขาวิศวกรรมศาสตร์ 77,450 คน ศึกษาศาสตร์ 29,968 คน
-
สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาในประเทศไทย ผลิตบัณฑิตสายสังคมศาสตร์ 68% วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 26% วิทยาศาสตร์สุขภาพ 6%
-
บัณฑิตมีงานทำ 70% ตกงาน 30%
- บัณฑิตสาขาสังคมศาสตร์ตกงานมากที่สุด ประมาณ 90,000 คน เพราะตลาดแรงงานในประเทศไทยต้องการแรงงานด้านนี้เพียง 10-15%
----------------------------------------------------------------------------
- สถานประกอบการต่าง ๆ ต้องการแรงงานระดับสูง จบปริญญาตรีขึ้นไปเพียง 10% ต้องการแรงงานระดับกลาง ระดับปฏิบัติการ 20% ต้องการแรงงานระดับล่าง จบ ม.6 ลงมาถึง 70%
- ตลาดแรงงานต้องการคนเรียนจบสายอาชีพ ปวช. ปวส. มากกว่าปริญญาตรี 2 เท่า
- ทว่าปี พ.ศ. 2551 มีคนจบสายอาชีพเพียงแค่ 165,430 คน น้อยกว่าบัณฑิตระดับปริญญาตรี 3 เท่าตัว
----------------------------------------------------------------------------
ถัดมาเป็นเรื่องของปัญหาการผลิตบัณฑิตที่ไม่ได้คุณภาพ ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานที่ภาคเอกชนต้องการใน 3 หัวข้อคือ
- จบปริญญาตรี อย่างน้อยต้องพูดภาษาอังกฤษได้บ้าง ใช้คอมพิวเตอร์ สื่อ IT เป็น คอมพิวเตอร์มีปัญหาต้องแก้ได้ ขาดความสามารถในการวิเคราะห์ตัวเลข วิเคราะห์ระบบปัญหางาน คิดงานเองไม่เป็น งานมีปัญหาคิดวิเคราะห์แก้ปัญหาไม่ได้
-
ขาดทักษะ ความเชี่ยวชาญในวิชาที่ตัวเองเรียนมา เรียนจบมาได้โดยไม่มีความรู้จริง เช่นจบวิศวะแต่มีความรู้เพียงทฤษฏี ไม่มีความรู้ทางด้านปฏิบัติ เป็นต้น
- ขาดเจตคติที่ดีต่อการทำงาน ขาดความรับผิดชอบต่องาน ขาดความอดทน ไม่มีวินัย ไม่ตรงต่อเวลา ขาดภาวะผู้นำ ที่สำคัญที่สุด ขาดความซื่อสัตย์ ภักดีต่อองค์กรที่ตัวเองทำงานด้วย
----------------------------------------------------------------------------
ทั้งหมดที่เป็นที่มาของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อวางแผนผลิตและพัฒนากำลังคน (กรอ.ศธ.) ในสังกัดของกระทรวงศึกษาธิการที่ก่อตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ทีผ่านมาครับ โดยมีการสำรวจข้อมูลอย่างจริงจังจากทั้งส่วนราชการและบริษัทเอกชนต่าง ๆ ซึ่งในรายงานพิเศษนั้นมีการเสนอแนะให้เลือกเรียนตามความสนใจ จากนั้นจึงพิจารณาตลาดแรงงานว่ารองรับความรู้ความสามารถของเราภายหลังจากที่จบออกมาหรือไม่
นอกจากนั้นแล้ว นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมช. กระทรวงศึกษาธิการยังได้พูดถึงประเด็นของมหาวิทยาลัยที่แข่งกันเปิดหลักสูตรหลายอย่าง โดยมีเป้าหมายเพื่อหารายได้จากนักศึกษาแต่เพียงอย่างเดียว และไม่คำนึงถึงคุณภาพบัณฑิตที่จบออกมา จนบัณฑิตที่ต้องกู้เงินมาเรียนนั้นเสียเวลาเปล่าในเชิงการหารายได้ ซึ่งท้ายรายงานพิเศษทิ้งไว้ด้วยคำพูดที่ว่า "อย่าเสียค่าโง่ให้มหาวิทยาลัยร่ำรวย.... โกยเงินกู้ของเด็ก"
หลังจากที่ผมอ่านบทความเหล่านี้จบแล้ว ผมว่าเป็นสิ่งที่ดีนะครับที่เราจะมาวิเคราะห์ในเชิงความต้องการจริง ๆ แต่อีกด้านหนึ่ง มันเป็นเรื่องที่ค้านกันระหว่าความถนัดจริง ๆ ของตัวนักศึกษา กับความต้องการของตลาดจริง ๆ ถ้าเกิดว่านักศึกษาคนชอบทางด้านสังคมศาสตร์จริง ๆ แต่โดนจับให้ไปเรียนในสายวิทยาศาสตร์ด้วยเหตุผลที่ว่าคนในอุตสาหกรรมไม่พอ ควรจะไปเรียนได้แล้ว จะได้ input human resource เพิ่ม ........
ผลลัพธ์ที่ออกมาก็คงจะได้เพียงแค่การปั้มทรัพยากรไปใส่ในเครื่องจักรเท่านั้น ไม่มีการผลิตเชิงสร้างสรรค์จากคน 1 คนที่อาจจะทำมูลค่ามหาศาลจากสิ่งที่พวกเขาถนัด ที่รัฐบาลนี้เน้นย้ำหนักหนาในเรื่องเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (Creative Economy) ใครจะไปรู้ในเรื่องของอนาคตล่ะ.........
สิ่งที่ผมเห็นจุดอ่อนในเรื่องการวางแผนนโยบายเหล่านี้ ผมมองว่าแทนที่เราจะออกมาเตือนเกี่ยวกับสภาวะบัณฑิตสาขานั้น ๆ ล้นตลาด สายนี้ยังขาดอยู่ ให้ไปเรียนซะ เราน่าจะผลักแนวคิดไปสู่ด้านบวก โดยการใช้กลไกของรัฐในการจูงใจให้นักศึกษามีความสนใจที่จะเรียนในสาขาที่ยังขาดอยู่ เช่นการออกเงินอุดหนุนบัณฑิตเพิ่มเติมในสาขาที่ต้องการคนเป็นจำนวนมาก โดยการประกาศและประชาสัมพันธ์สาขาที่ต้องการแรงงานให้ชัดเจน
ยกตัวอย่างในกรณีของนักศึกษาที่กู้เงิน กยศ. ครับ หากนักศึกษาคนหนึ่งสนใจที่จะเรียนทางด้าน Bio - Technology แทนที่ครบกำหนด นักศึกษาคนนั้นจะต้องคืนเงิน 100% ให้แก่กองทุน รัฐก็อาจจะลดหย่อนในอัตราการใช้คืนให้กองทุนเพียง 50% หลังจากที่จบการศึกษาทางด้าน Bio - Technology และเข้าทำงานในสายงานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียนจริง ๆ ตามระยะเวลาการทำงานที่กำหนดเป็นเงื่อนไข อาจจะสัก 1 - 2 ปี เป็นต้น.........
เป็นอีก entry หนึ่งที่ยาวครับ แต่อยากจะพูดถึงเพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประเทศไทยของเราอย่างลึกซึ้ง เพราะการศึกษาเป็นรากฐานที่สำคัญของการพัฒนาบุคคลครับ
ลองพูดคุยแสดงความคิดเห็นกันได้ทุกวัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ตั้งแต่คนทั่วไป นักเรียนมัธยม นักศึกษามหาวิทยาลัย ยัน Post - Graduated Learners ครับ
#1 By clock on 2009-10-16 06:30