[FAQ Tag ยังเปิดให้ถามอยู่นะครับ สนใจตั้งคำถาม click ที่นี่]

เป็นที่ถกเถียงกันพอสมควรเลยครับกับกฏหมายล่าสุดที่อนุญาตให้ผู้หญิงที่แต่งงานหรือมีการหย่าร้างสามารถที่จะเลือกใช้หรือขอกลับไปใช้คำนำหน้านามว่า "นางสาว" ได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นข้อถกเถียงทั้งทางด้านกฏหมายและทางด้านสังคมซึ่งเกรงว่าจะทำให้เกิดปัญหาต่างๆ เช่นเอกสารสำคัญทางราชการและเอกชน การจัดระบบงาน รวมถึงความไม่แน่ใจในเรื่องสถานภาพที่เคยเป็นมาว่าผู้หญิงคนนั้นได้เคยแต่งงานและมีลูกแล้วหรือยัง จะมีการโกหกหรือหลอกลวงในอนาคตหรือไม่

เรื่องนี้ผมมองแยกออกเป็น 2 ประเด็นคือการทำงาน กับเรื่องของความรักและการอยู่ร่วมกันครับ

ประเด็นแรกคือเรื่องการทำงาน ต้องยอมรับครับว่ายังมีความที่ไม่เท่าเทียมกันอยู่พอสมควรสำหรับการเลือกสมัครและพิจารณาการได้งานสำหรับผู้หญิงที่แต่งงานแล้วและยังไม่ได้แต่งงาน ผมได้อ่าน case study อันหนึ่งที่ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วและตัดสินใจกลับไปสมัครงานอีกครั้งต้องยอมโกหกตอนส่ง resume ไปว่าเป็น Ms. เพราะกลัวว่าใบสมัครนั้นจะถูกโยนลงตระกร้าตั้งแต่ยังไม่ทันได้เรียกโดนสัมภาษณ์และเมื่อได้เข้าสัมภาษณ์ สุดท้ายเมื่อได้เข้าไปสัมภาษณ์จริงๆ ก็ค่อยเฉลยให้เหล่า Human Resource ฟังว่าจริงๆน่ะ ตัวเองเป็น Mrs. นะ และสุดท้ายบริษัทนั้นก็รับเธอเข้าทำงานได้ครับ

การแบ่งแยกและการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว เป็นกติกาทางสังคมอย่างหนึ่งที่ยึดถือและใช้ประเมินกันมานานสำหรับบริษัทต่างๆ ครับ เพราะต้องยอมรับว่าการจัดสรรงบประมาณรวมถึงการคิดความเสี่ยงเพิ่มเติมในสวัสดิการของบริษัทหรือการทำประกันชีวิตต่างๆ รวมถึงการคุ้มครองสวัสดิการแรงงานที่มาจากภาครัฐ ระหว่างสาวโสดกับสาวที่แต่งงานและ / หรือมีลูกแล้วนั้นมีค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงที่ไม่เท่ากันและมาพร้อมกับการจัดสรรเงินที่ต้องเพิ่มขึ้น อย่างเช่นการจัดงบสวัสดิการค่าเล่าเรียนให้บุตร การประกันความเสี่ยงต่ออายุที่เพิ่มขึ้นด้านสุขภาพ ทั้งโรคทั่วๆไป หรือโรคผู้หญิง อย่างเช่นมะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม ฯลฯ นี่ยังไม่นับรวมปัญหาที่อาจกระทบต่อการทำงานในภายหลังที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว ไหนจะต้องห่วงลูก เดี๋ยวต้องไปรับไปส่งที่โรงเรียน หาค่าเทอม ค่านมลูก อุ้ย แล้วชั้นทำงานนี่ใครจะเป็นคนเลี้ยง เนอสเซอรี่ที่จ้างไว้จะดูแลดีหรือเปล่า สารพัดจะคิดครับ

หลักสำคัญจริงๆ ของเรื่องนี้มันอยู่ที่การบริหารชีวิตทั้ง 2 ด้านให้สมดุลครับ ทั้งทางด้านการงานและชีวิตครอบครัว พูดถึงในกรณีที่หย่าและมีลูกกันนะ ถึงแม้จะเหลือเราแค่เพียงคนเดียวก็จะต้องประคับประครองและฝ่าฟัน ทั้งตัวเราเองและเจ้าตัวน้อยที่อยู่ข้างเราอีกหนึ่งชีวิต ซึ่งเชื่อว่าทำได้ด้วยสัญชาติญาณของความเป็นแม่อยู่แล้วล่ะ ส่วนทางบริษัทหรือองค์กรเองก็ต้องหันมามองและปรับเข้าหาซึ่งกันและกัน กติกาบางอย่างที่อาจจะไม่ทันยุค ทันสมัย และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ภายในองค์กรของเราเลยทันทีก็น่าที่จะพิจารณาไว้บ้าง เมื่อภาครัฐเค้าปรับกติกากันมาขนาดนี้แล้ว เราควรที่จะหันกลับมามองตัวเองหรือไม่ ถ้าหากพวกเธอเหล่านั้นยังสามารถสร้างงานที่มีคุณค่าและทำงานได้อย่างไม่มีข้อบกพร่อง จะดีกว่าสาวโสดที่วันๆ ไม่ทำงานแล้วเอาแต่จับกลุ่มเมาท์คนนู้นคนนี้หรือเปล่า อันนี้ฝากไว้ให้คิดกันครับ

สำหรับประเด็นเรื่องตวามรัก การแต่งงานและการหย่าร้าง ต้องยอมรับว่ามีจำนวนไม่น้อยที่พอแต่งงานหรืออยู่ด้วยกันถูกต้องตามกฏหมายแล้วไม่ประสบความสำเร็จทางด้านชีวิตคู่ อาจจะเป็นการทะเลาะเบาะแว้งหรือการประพฤติตัวไม่เหมาะสม ไม่ดูแล ไม่ใส่ใจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม จากสถิติการหย่าร้างในประเทศไทยที่มีเกือบหนึ่งแสนคู่ต่อปี ทำให้เราเห็นจำนวนของผู้หญิงที่ติดสถานะนางทั้งที่หย่าร้างกันเรียบร้อยเป็นจำนวนมาก ซึ่งยังไม่รวมถึงการอยู่ด้วยกันและเลิกรากันแบบนอกกฏหมาย หรืออย่างเช่นผู้หญิงที่มีลูกและสามีไม่รับผิดชอบ อย่างกรณีของ "แวร์ โซว์" เป็นต้น หรือกระทั่งผู้หญิงที่มีอายุมากแต่ไม่ได้แต่งงาน พอใครสักคนได้เห็นว่า อ้าว ! ยังเป็นนางสาวอยู่เหรอ ก็จะถูกมองด้วยความประหลาดใจและโดนเอาไปนินทาในลักษณะของสาวใหญ่ขึ้นคานทอง ซึ่งเป็นปัญหาทางด้านจิตใจของลูกผู้หญิงหลายๆคนที่มันแทงจิ๊ดไปถึงหัวใจเช่นเดียวกัน

การใช้คำนำหน้าว่านางก็เหมือนกับการที่บ่งบอกว่ามีคู่ครอง ทั้งที่ความเป็นจริงในขณะนี้เจ้าตัวอาจจะว่างและต้องการกลับมาสู่สถานะโสดอย่างจริงๆจังๆ ผู้หญิงหลายๆคนที่ได้มีโอกาสไปเปลี่ยนคำนำหน้าที่อำเภอเรียบร้อยแล้วก็รู้สึกมีความสุขขึ้น มัันเป็นเรื่องของความสบายใจนะ ถึงใครจะมองว่าหลอกตัวเองก็เถอะ แต่อย่างน้อยที่สุดก็ได้เปลี่ยนแปลงกลับไปสู่สถานภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบันจริงๆ รวมถึงต้องการหาใครคนนั้นสักคนที่พร้อมจะดูแลเรา ก็อยากจะลองรักอีกสักครั้งนี่นา >_< สิ่งสำคัญจริงๆ ของประเด็นนี้มันคือการบอกความจริงให้แฟนของเราได้รู้ค่ะ "นี่ๆ เธอ ชั้นเคยแต่งงาน มีลูกสาวติดมาแล้วนะ เธอรับชั้นได้มั้ย แล้วเธอยังรักชั้นอยู่หรือเปล่าล่ะ ? " (แล้วปู้จายทั้งหลายก็จะบอกตามมาว่า แหม รักสิจ๊ะ ยังไงก็รักจ๊ะ แต่สิ่งที่พูดกับเรากับในใจเค้ามันจะตรงกันหรือเปล่า อันนี้ไม่แน่ใจ 5555+)

และสำหรับคุณผู้ชายที่กลัวเรื่องที่ว่าเหล่านางสาวที่หมายตาเอาไว้จะเกิดมาจากการย้อนกลับมาเปลี่ยนหรือเปล่า ขอบอกเลยว่า ถ้าจะตัดสินชีวิตและดูคนๆ หนึ่งคนแค่เพียงคำนำหน้าชื่อ ก็อย่าคบกันเลยดีกว่าค่ะ ! ชีวิตคู่มันอยู่ที่ความไว้วางใจ เข้าใจและซื่อสัตย์ต่อกันนะคะ ! =*= (ชักเริ่มเข้าโหมดนางสาว)

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ฮ่ะๆ ลงท้ายเป็นโหมดนางสาวซะงั้น ขอบคุณมากเลยนะฮะที่เขียนเรื่องนี้ให้อ่านกัน
เราไม่เคยรู้เรื่องที่ว่านางจะได้งานยากกว่าเลย (เพราะยังไม่เคยเป็นนางหน่ะสิ ฮ่ะๆ) แต่จากที่คุณ Nora พูดมา มันก็จริง ถึงบางอ้อเลยทีเดียว พอรู้แบบนี้ยิ่งคิดว่าสมควรให้เปลี่ยนใหญ่
ส่วนเรื่องความรัก ที่บอกว่า อยู่ที่ว่าจะบอกรึเปล่า ก็จริงอีกเหมือนกัน เขียนดีมากเลยครับ big smile

#1 By gsawa on 2008-06-07 12:32

ความจริงโดยส่วนตัวแล้ว คิดว่าอยู่ที่นิสัยคนที่เลือกปฏิบัติมากกว่า
จะนางหรือนางสาวก็ผู้หญิงเหมือนกัน..

#2 By Beautiful Lie on 2008-06-07 13:03

เคยเอาประเด็นนี้มาคุยกับแม่ครั้งนึงเกี่ยวกับเรื่องการหลอกลวง ต่างๆเช่น แต่งเพื่อหย่าเอาสมบัติ พอกฏหมายตัวนี้ออกมาทำให้รู้สึกว่า ผู้หญิงประเภทนี้อาจจะเยอะขึ้นเพราะกฎหมายตัวนี้หรือเปล่า (ก็เขาเล่น redo คำนำหน้าได้เรื่อยๆแล้วนิ)

แต่ก็รู้สึกดีนะอย่างน้อยก็เพิ่มตัวเลือกให้กับสิทธิของสตรีไทย

#3 By Omega-Melon on 2008-06-07 13:58

เราเห็นด้วยกับสิ่งนี้เต็มที่เลยค่ะ Hot!

#4 By Chilly on 2008-06-07 14:07

ผู้ชาย นายก็ยังเป็นนาย
แต่ผู้หญิงแต่งงาน กลายเป็นนางซะนี่ sad smile
เราว่ามันก็แฟร์ๆอ่า

ที่เหลือก็ความจริงใจกับการปฏิบัติต่อกันมากกว่า

#5 By Aklare on 2008-06-07 15:49

น่าสนใจมากๆเลยค่า
ต่อจากในบล็อกหนู. โห! ไอเดียแจ่มมากๆเลยค่า (ผสมน้ำร้อนไปยิ่งดีค่า 55 )

#6 By ป่อม ป๊อม ม * on 2008-06-16 21:13